ปีศาจแมว โคมะ

โคมะหรือปีศาจแมวของความเชื่อญี่ปุ่น นั่นเดิมทีเป็นแมวธรรมดาที่เลี้ยงอยู่ในตระกูลนักรบ (ซามูไร) โคมะ และด้วยความเชื่อเกี่ยวกับแมวอยู่แล้วว่ามันเป็นสัตว์ที่มีชีวิตพิศวง ด้วยคติว่ามันมีเก้าชีวิตตามความเชื่อที่มีอิทธิพลมาจากประเทศจีน เหมือนกับบ้านเรา เหมือนกับว่าแมวนั้นจะมีพลังบางอย่าง เลยกล่าวเป็นที่มาของปีศาจแมวตนนี้ ใช่พอเจ้าแมวตัวนี้อายุมากขึ้น แต่กลับอายุยืนเกินผู้เป็นนายของมัน จนมันมีพลังของภูตกลายเป็นปีศาจ พอมันกลายเป็นแมวปีศาจแล้ว ซึ่งมีข้อสังเกตคือ หากแมวธรรมดาทั่วไปจะมีหางเดียวปีศาจแมวมักเป็นกึ่งภูติกึ่งสิ่งมีชีวิต หรือภูติจำแลง แต่โคมะเป็นปีศาจที่ได้รับถ่ายทอดความแค้นมาจากนาย แม้แต่หลังจากถูกปราบได้ ก็สามารถทำลายล้างตระกูลนาเบชิมะได้ เมื่อทำได้ 1 รุ่นก็จะมีหางเพิ่มขึ้นมา 1 หาง และก็ดูเหมือนจะทำได้ถึง 7 รุ่น จึงมีรูปสลักแมว 7 หางอยู่ที่สุสานแมวของวัดฮิเตบายาชิ แต่เมื่อแมวเริ่มมีหาง 2 หาง จึงจะกลายเป็นแมวปีศาจและโหดเหี้ยมเสียด้วย มันเริ่มฆ่าหญิงชราน่าจะเป็นคนเฒ่าคนแก่ของตระกูลโคอิเคะ และเข้าสิงร่างหญิงชรา คราวนี้เเหละมันก็ใช่ร่างนี้ตามฆ่าคนและจับคนกินตามที่ใจมันต้องการ เขาว่ามันเป็นตำนานของเมืองมัตสึเอะ จังหวัดชิมาเนะ  ปัจจุับันนี้คงไม่มีเจ้าโคมะ เพราะว่าตระกูลนี้ไม่อยู่แล้ว คงขาดผู้สืบทอดไม่ก็ไม่ทายาทที่เป็นผู้ชายสืบถ่าย หรือไม่อาจจะถูกเจ้าโคมะกินไปหมดแล้วก็ไม่รู้นะ

เท็งงุปีศาจขจัดทรราช

เท็งงุ เป็นสัตว์ในตำนานญี่ปุ่นเชื่อว่าเท็งงุมีภาพลักษณ์ของปีศาจร้ายและมักจะสร้างพายุเข้าโจมตีผู้คนเสมอๆ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ถูกพายุถล่มบ่อยครั้ง เท็งงุเป็นข้ารับใช้ของไดเทนกุซึ่งมักปรากฏภาพของไดเทนกุที่ล้อมรอบไปด้วยเท็งงุ บางความเชื่อนั้นเชื่อว่าเท็งงุไม่ได้เป็นผีร้าย ทั้งยังเป็นปีศาจที่รักสงบและสุภาพ แต่การกระทำร้ายๆนั้นเป็นเพราะเท็งงุต้องทำตามคำสั่งของไดเทนกุ  ลักษณะตามความเชื่อแล้ว เท็งงุมีแต่เพศผู้ จะอาศัยอยู่ในป่าลึก เป็นผีที่คาดเดาไม่ได้ แต่บางเรื่องเล่าผู้คนก็บอกว่าเมื่อใดที่หลงป่า ให้ขอร้องให้เท็งงุช่วยแล้วมันจะนำทางออกจากป่าให้ได้ เท็งงุยังชอบปล่อยข่าวลือ สร้างความวุ่นวายให้มนุษย์ แต่บางคนกลับเชื่อว่าเท็งงุชอบสงคราม อีกทั้งมันยังเชื่อว่ามนุษย์ไม่ควรมีอำนาจมากเกินไป เหตุการณ์การประท้วงหรือสงครามในสมัยก่อนจึงมักโทษว่าเป็นฝีมือของเท็งงุที่ปล่อยข่าวลือเท็งงุสามารถเรียกพายุได้ เชี่ยวชาญมนต์มายา และวิชาแปลงกาย มีพละกำลังมากทั้งยังเจนจัดการรบ เป็นสมุนที่พึ่งพาได้ของไดเทนกุซึ่งเป็นเทนกุที่มีลำดับชั้นสูงกว่า ลักษณะของเท็งงุคล้ายกับมนุษย์นก ซึ่งมักไปไหนมาไหนด้วยการบิน แต่ว่าไดเทนกุจะใช้วิธีเคลื่อนย้ายในพริบตา มากกว่าการบินถ้าเป็นระยะทางสั้นๆ  เท็งงุมีนิสัยชื่นชมผู้กล้าที่กล้าต่อกรกับผู้นำทรราชย์ เท็งงุจะช่วยเหลือเหล่าผู้กล้า ให้สามารถสู้เพื่อความยุติธรรมได้ จึงมีคนเชื่อว่าการที่ชื่อเสียงของเท็งงุเสียหาย เป็นเพราะเหล่าผู้นำทรราชย์ที่สูญเสียอำนาจใส่ความเท็งงุ ดังนั้นแม้ว่าในยุคปัจจุบันมนุษย์จึงมีความยำเกรงเท็งงุ บางครั้งถึงกับเรียกว่าเป็น เทพพยาบาท เมื่อใดที่มนุษย์ล่มหลงในอำนาจ หรือผิดคำสาบาน เท็งงุจะออกมาจากเขาแล้วทำลายผู้นั้นให้สิ้น

ยูเร ปีศาจสาวอาฆาตแค้น

ความเชื่อเรื่องวิญญาณของคนญี่ปุ่นกับของไทยเราถือว่าไม่ต่างกันมากจะเห็นได้จากหนังผีของญี่ปุ่นหลายเรื่องที่บางทีนึกว่าหนังไทย(ผีทาแป้ง)และเรื่องผีอาฆาตทางญี่ปุ่นก็มีแต่เขาจะเรียกกันว่า ยูเร เป็นวิญญาณของผู้ที่ตายไปโดยยังคงมีบางสิ่งบางอย่างยึดติดตัวเขาไว้ไม่ให้ไปสู่สุคติ นั้นคือ ความอาฆาต แค้น และพยาบาท วิญญาณประเภทหากไม่ได้ทำการแก้แค้นแล้วไซร้ก็ยังคงดำรงอยู่เป็นวิญญาณที่เรียกกันง่ายๆแบบบ้านเราว่า สัมภเวสี  วิญญาณประเภทนี้มักจะเป็นผู้ที่ตายโดยไม่รู้ตัว ตายในสงคราม ตายโดยมีคนทำให้ตายคือตายไม่เป็นธรรมดา อย่างปีศาจโมโนฮานะ ที่ถูกคนฆ่าโดยการกดน้ำให้ขาดอากาศหายใจและวิญญาณกลายเป็นวิญญาณแค้นไปตามล้างแค้นโดยสิงในปลาทอง คงจำกันได้นะปีศาจตนนี้ก็เป็นวิญญาณยูเรเช่นกัน วิญญาณยูเร มักจะเป็นหญิงสาว ซึ่งในตอนที่ยังมีชีวิตก็ได้รับทุกขเวทนาต่างๆนานา ทั้งชีวิตครอบครัว ได้รับการริษยา และได้รับความโศกเศร้าเสมอ คือหาสุขมิได้แแล้วกัน วิญญาณยูเรที่ไม่เป็นกับผู้ชายเพราะมักจะตายในสนามรบอันถือว่าการตายเช่นนี้เป็นหน้าที่ แต่ก็มีเช่นกันคือ วิญญาณของนักโทษที่ถูกประหาร ก็ถือเป็นวิญญาณอาฆาตแค้นเช่นกัน    วิญญาณยูเร มักจะปรากฏในลักษณะของชุดสีขาว และไม่มีขาคนญี่ปุ่นเชื่อว่าการมีขาและเท้าสัมผัสกับพื้นยังเท่ากับติดพันธ์กับโลกของคนเป็น คือ โลกแห่งความเป็นจริง และเมื่อผีไม่มีขา เท่ากับหลุดพ้นจากโลกของความเป็นจริงไปแล้ว และลอยไปมาในอากาศ มีไฟดวงวิญญาณด้วย

คิวโซะ ปีศาจหนู

คิวโซะ เป็นปีศาจที่ไม่มีโทษต่อมนุษย์ แต่เวลาพบเจอก็เป็นลมล้มพับไปได้เช่นกัน ด้วยความตัวใหญ่โตของมันใหญ่กว่าหนูธรรมดา 5 เท่า คิวโซะ นั่นเป็นปีศาจหนู ที่มาจากธรรมดาๆ แต่พอมันเข้าอายุถึง 100 ปีก็จะมีพลังของภูตกลายเป็นปีศาจหนูยักษ์ที่เรียกกันว่า คิวโซถึงคิวโซะจะเป็นหนูที่มักจะเป็นศัตรูอริกับแมว แต่ด้วยเจ้าคิวโซะนั้นแปลกจากสัญญชาติญาณของตนคือ กลับรักแมวและเป็นมิตรกับแมว เขาเล่ากันว่ามันจะคอยเลี้ยงลูกแมวที่กำพร้าโดยนำอาหารมาให้และให้นมด้วย ซึ่งดูแล้วผิดธรรมชาติ เป็นไปได้ว่ามันตัวใหญ่ขึ้นเลยไม่กลัวแมว และกลับมาความเอ็นดูและรักแมวอีกต่างหาก แต่บางที่ก็ว่ามันกินแมวเป็นอาหาร ซึ่งอันนี้น่าเชื่อเพราะหนูก็ย่อมเคยถูกแมวไล่กินเป็นวิสัยทางธรรมชาติ ไม่ผิดที่มันจะทำเช่นนี้ เจ้าคิวโซะเคยมีผู้พบเห็นแถบจังหวัดมิเอะ และมันเกลียดการถูกคนพบเห็น เพราะมันอาจกลัวการถูกฆ่าไม่ก็การถูกจับตัวไปทำอะไรได้บางอย่าง เพราะมันเป็นปีศาจหนูยักษ์ซึ่งใครเห็นแล้วย่อมกลัวและทำร้ายมันเพราะไม่รู้ว่ามันจะมาดีหรือมาร้าย และเป็นวิสัยของมนุษย์ที่ย่อมทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเองรอดจากสิ่งที่ตนเองคิดว่าเป็นอันตราย ถ้าเป็นเราเห็นก็กลัว ไม่เอาไม้กวาดไร้ตีก็บุญแล้ว อีกอย่างเครื่องกับดักหนูคงช่วยอะไรได้ไม่เพราะมันเล็กไป และเขาว่ามันมักจะอาศัยอยู่ตามฝ้าเพดานตามบ้านเรือนที่มีหนูอยู่เยอะๆ ระวังหากบ้านคุณเป็นบ้านที่มักได้ยินเสียงหนูยามค่ำคืนและอยู่ๆก็มีเสียงอย่างดังเหมือนมีอะไรเคลื่อนไหวข้างบน อาจเป็นเจ้าคิวโซะก็เป็นได้

โอโทโรชิ ปีศาจผู้ดูแลศาลเจ้า

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เป็นเกาะบ่อยครั้งมักจะเจอกับภัยธรรมชาติมาตั้งแต่สมัยโบราณคนในสมัยก่อนจึงคิดว่าภัยที่เกิดขึ้นเป็นเพราะมีเทพเจ้าบันดาลให้เกิดขึ้นจึงมีการสร้างศาลเจ้าเพื่อสักการบูชาเทพเจ้าขึ้นมาและได้ขยายความเชื่อนี้ออกไปทั่วญี่ปุ่น เราจึงเห็นได้ว่าญี่ปุ่นมีศาลเจ้าจำนวนมาก เมื่อศาลเจ้าเป็นที่เชื่อถือเรื่องเทพเจ้าและวิญญาณจึงทำให้ชาวบ้านเข้าไปไหว้ขอพรเพื่อให้สิ่งดีเข้ามาในชีวิตศาลเจ้าจึงมีมากขึ้นต่อมาประเทศญี่ปุ่นเกิดสงครามขึ้นมากทำให้ผู้คนต้องย้ายถิ่นฐานเพื่อหนีสงครามทำให้มีหมู่บ้านและศาลเจ้าล้างเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก  คนญี่ปุ่นบางพวกที่อาจเป็นนักเดินทางที่หาที่พักก็พบว่ามีศาลเจ้าจึงเข้าพักค้างแรม แต่ต้องตกใจกับเสียงคำรามที่น่ากลัว และใบหน้าที่ใหญ่โตคล้ายยักษ์โอนิ นั่นคือ โอโทโรซ โอโทโรซิ เป็นปีศาจที่ไม่ทำลายใครถึงแก่ชีวิต เพราะใครเห็นเจ้าโอโทโรซิ ก็หนีวิ่งป่าราบไปแล้ว ด้วยโอโทโรซิ เป็นปีศาจที่เชื่อว่า มีหน้าที่พิทักษ์เทพเจ้า จึงมาอยู่ตามศาลเจ้าที่ร้าง เพื่อดูแลสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง ด้วยคนญี่ปุ่นได้รับคติมาจากประเทศจีนอยู่บ้าง คงเชื่อในเทพารักษ์ จึงสร้างปีศาจตนนี้ขึ้นกลายเป็นเรื่องเล่าถึงความน่ากลัวของเทพารักษ์ที่มีรูปลักษณ์เป็นปีศาจ เพื่อเป็นกุศโลบายในการป้องกันคนลบหลู่ทางสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ เช่น อาจมีนักเดินทางหรือไม่ก็เด็กๆ เข้าเล่นรบกวนศาลเจ้าร้าง หรือไม่ก็ถ่ายสิ่งประติกูลเช่นอุจจาระ ปัสสาวะ เป็นการลบหลู่เทพเจ้า ด้วยเหตุนี้จึงได้สร้างปีศาจตนนี้ไว้เพื่อให้ผู้คนรุ่นหลังเกิดความกลัวเกรงและให้ความเคารพต่อสถานที่นั่นเอง

ปีศาจตะขาบยักษ์ โอมุคาเดะ

โอมุคาเดะ เป็นปีศาจในความเชื่อของในประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีตัวเหมือนตะขาบใหญ่อาศัยอยู่แถบภูเขาใกล้ๆกับทะเลสาบบิวะ จากตำนานดังกล่าวมีเรื่องเล่าอยู่ว่า ที่สะพานแห่งหนึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเซตะ มีชื่อว่าสะพานเซะตะโนะคาระฮาชิ  ได้มีมังกรตัวใหญ่ตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้นใกล้ๆกับสถานที่แห่งนั้น เมื่อชาวบ้านได้รู้ข่าวนี้จึงแตกตื่นเป็นอย่างมาก และไม่กล้าไปที่สะพานแห่งนั้นเพราะความกลัว จนกระทั่งวันหนึ่งได้มีนักรบได้เดินทางผ่านมาโดยที่ไม่มีกลัวเลยถึงแม้จะรู้เรื่องมังกรจากชาวบ้านแล้วก็ตามนักรบคนนั้นมีชื่อว่าฟุจิวาระ โนะ ฮิเดซาโตะ ความกล้าหาญของเขาเป็นที่ประทับใจของมังกรเป็นอย่างมากในคืนนั้น มังกรจึงแปลงร่างเป็นหญิงสาว ไปคุยกับเขาแล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังว่าตัวของเธอเป็นมังกรแปลงร่างมาเพื่อของความช่วยเหลือจากท่านนักรบเพราะเห็นว่าท่านมีความกล้าหาญมากจึงจะมาขอความช่วยเหลือให้ท่านช่วยไปสังหารปิศาจตะขาบ(โอมุคาเดะ) แห่งเขามิคามิ เพราะมันได้ฆ่าลูกชายและหลานชายของนางมังกรตนนั้น ฮิเดซาโตะก็ได้รับปากและคิดจะฆ่าตะขาบด้วยธนู จากนั้นเขาก็ดักรอปีศาจตะขาบอยู่บนสะพาน รอได้ไม่นาน ฮิเดซาโตะก็เห็นดวงไฟสีแดงสองดวงนั้นคือดวงตาของปีศาจตะขาบนั่นเอง ตัวของมันใหญ่มากจนพันรอบภูเขาได้ทั้งลูก ฮิเดซาโตะ เริ่มยิงธนูใส่มัน จนลูกธนูเหลือสามดอกแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรปีศาจตนนี้ได้  ฮิเดซาโตะหยับลูกธนูที่เหลืออยู่มาอมในปากพร้อมกับกล่าวคำอธิษฐาน แล้วยิงลูกศรทั้งสามดอกใส่ร่างปีศาจตะขาบพร้อมกัน ปีศาจร้ายสิ้นชีพลงในที่สุด เพื่อตอบแทนบุญคุณในครั้งนี้นางมังกรจึงมอบ ดาบ ชุดเกราะ และ ถุงข้าววิเศษให้กับ ฮิเดซโตะ

เรื่องเล่าของผีสาวผมดำ

เรื่องเล่านี้เป็นเรื่องราวที่เล่าต่อๆกันมาโดยคาดว่าเกิดขึ้นในสมัยโชกุน เป็นเรืองราวของวิญญาณหญิงสาวที่รอคอยคนรักของเธอ ซึ่งเรื่องนี้ถูกขนานว่าเป็นเรื่องราวคล้ายกับ แม่นาคพระโขนง ของไทย เรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับซามูไรคนหนึ่งกับภรรยาของเขาที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง ต่อมาวันหนึ่งเขาถูกเรียกให้ไปคุ้มกันและรับใช้เจ้าเมืองที่ห่างไกล ด้วยความจำเป็นของเขานั้น เขาจึงตัดสินใจทิ้งภรรยาของเขาไปด้วยใจที่ยังห่วงหาภรรยาและรับปากว่าเขาจะกลับมาหาภรรยาของเขาอีกครั้ง แต่จนแล้วจนเล่าเวลาผ่านไปหลายปีภรรยาของซามูไรเฝ้ารอสามีกลับมาทุกวัน แต่เขากลับไปมีสัมพันธ์กับหญิงอื่น ต่อมาเวลาผ่านไปหลายปีซามูไรผู้นี้ทำภารกิจและได้รับการปลดตำแหน่งและเขากลับมาบ้านเพราะคิดถึงภรรยาของเขา แต่เมื่อเขากลับมาในกลางดึกคืนหนึ่งที่บ้านของเขา เขาพบว่าประตูหน้าบ้านเปิดอยู่และไม่ลังเลที่จะเดินเข้าไป เมื่อเขาเข้าไปพบว่าภรรยาเขายังอยู่และนั่งเงียบภายในบ้าน ซามูไรแปลกใจที่ภรรยาของเขาไม่รู้สึกดีใจที่เขากลับมา เธอไม่รู้โกรธเคือง เธอต้องรับเขาอย่างดีที่เขากลับมาบ้านอีกครั้ง ซามูไรผู้นี้ดีใจมากและกอดภรรยาที่รักของเขาพร้อมกับสัญญาว่าจะกับเธอตลอดไป และนอนหลับกับภรรยาในบ้านอย่างมีความสุข รุ่งเช้าเขาตื่นขึ้นมาพบว่าเขากำลังกอดศพแห้งกรังของภรรยาที่เหลือแต่กระดูก มีผมดำยาวคลุมศพ เขาตกใจมากและหนีออกจากบ้านไป เขาถามเพื่อนบ้านว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ เพื่อนบ้านเล่าว่าหญิงผู้นี้ถูกสามีทอดทิ้งหลายปีและตรอมใจตายในบ้าน โดยศพไม่มีใครนำไปทำพิธีจึงปล่อยให้ศพแห้งอยู่ในบ้าน

วิญญาณอาฆาตตระกูลไทระ

เรื่องราวของภูตผี วิญญาณของตระกูลไทระนั้นเกิดขึ้นในช่วงสมัยของโชกุนเรืองอำนาจเกิดขึ้นราวปี 1125 เกี่ยวกับตระกูลขุนนางตระกูลหนึ่งที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมและกลายเป็นวิญญาณอาฆาต เรื่องราวนี้เล่าขึ้นมาว่า ตระกูลขุนนางที่ชื่อว่า ไทระ เป็นตระกูลใหญ่และมีอิทธิพลหนึ่งของญี่ปุ่นในยุคสมัยโชกุนตระกูลนี้ถูกสังหารโดย มินาโมโตะ โนะ โยชิซึเนะ หลังจากสังหารตระกูลไทระทั้งหมดเขาและพี่ชายได้หลบหนีไป ต่อมาขณะที่นาโมโตะ โนะ โยชิซึเนะ กำลังล่องเรือกลางทะเลที่อ่าวไดโมสึเหล่าวิญญาณอาฆาตของตระกูลไทระตามมาถึงพวกเขาเพื่อแก้แค้นสองพี่น้องคู่นี้ โดยระหว่างที่พวกเขากำลังล่องเรือนั้นเกิดหมอกหนาจัดปกคลุมเรือ หมอกประหลาดโดยไม่มีสาเหตุต่อมาเกิดคลื่นทะเลปั่นป่วนโจมตีเรือของพวกเขา คลื่นที่บ้าคลั่งโถมกระหน่ำเรือของพวกเขาไม่หยุด แต่เมื่อพวกเขามองออกไปนอกเรือนั้นไม่มีพายุเกิดขึ้นเลย แล้วอะไรที่โจมตีเรือพวกเขา หมอกนั่นคือวิญญาณอาฆาตของตระกลูไทระนั่นเองซึ่งวิญญาณเหล่านี้พยายามโจมตีเรือพวกเขา และผีนักรบตนหนึ่งได้กระโดดขึ้นมาบนเรือ โยชิซึเนะและต่อสู่กัน ขณะที่พระนักรบบนเรือพยายามสอดมนต์ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในที่สุดวิญญาณอาฆาตเหล่านี้ไม่สามารถทนต่อพลังปกป้องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ และหนีหายไปในที่สุด จากนั้นหมอกควันต่างๆก็จางหายไป คลื่นทะเลที่ปั่นป่วนก็กลายเป็นคลื่นลมสงบ โยชิซึเนะ สามารเอาชนะวิญญาณเหล่านี้และล่องเรือสู่จุดหมายต่อไป มีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่าวิญญาณตระกูลไทระยังคงเฝ้าอยู่ในอ่าวไดโมสึและมักจะหลอกหลอนเรือของนักเดินทางที่เข้ามาในบริเวณนั้นเพราะคิดว่านั่นคือเรือของ โยชิซึเนะ

ฮิดารุกามิ วิญญาณผู้หิวโหย

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวของวิญญาณ ภูตผีของญี่ปุ่นอย่าง ฮิดารุกามิ หรือ วิญญาณผู้หิวโหยเรื่องราวนี้มักเล่าต่อๆกันเรื่อยๆมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ฮิดารุกามิ คือดวงวิญญาณของผู้ที่ตายระหว่างการเดินทาง โดยเฉพาะผู้ที่เสียชีวิตระหว่างการเดินทางบนเขาคนที่ตายเหล่านี้คือผู้ที่ตายโดยที่ไม่มีใครรับรู้ ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว, มิตรสหาย โดยพวกเขาไม่รับรู้เลยว่าผู้นั้นตายไปแล้ว ศพเหล่านี้จะไม่มีการการทำศพหรือตั้งศาลนำของมาเซ่นไหว้ ทำให้วิญญาณเหล่านี้กลายเป็นวิญญาณเร่รอนและหิวโหย ซึ่งผู้ที่พบเจอวิญญาณเหล่านี้จะต้องถูกวิญญาณเหล่านี้ติดตามตลอดเวลา มีความเชื่อว่าชาวญี่ปุ่นโบราณมักจะบอกว่าเวลาออกเดินทางขึ้นเขาให้นำข้าวปั้นก้อนเล็กๆติดตัวไปด้วยเสมอ หรือ หากไม่เตรียมข้าวปั้นไปควรเหลือข้าวกล่องของของตนเล็กน้อย ซึ่งมีความเชื่อว่าผู้ที่พบเจอ ฮิดารุกามินั้นต้องนำข้าวปั้นที่เตรียมไว้หรือข้าวเหลือจากกล่องนำไปให้วิญญาณเหล่านี้และจะไม่โดนรังควาญ และสามารถปัดเป่าวิญญาณผู้หิวโหยได้ มีเรื่องเล่าว่าผู้ที่ถูกฮิดารุกามิรังควาญจะมีอาการหิวโหยและกระหายน้ำโดยไร้สาเหตุ หรือ มีอาการหิวผิดปกติแม้ว่าจะกินข้าวแล้วก็ตามต่อมาร่างกายจะเริ่มขยับตัวไม่ได้และหมดสติ ซึ่งหากไม่ได้รับการช่วยเหลือคนที่ถูกฮิดารุกามินั้นจะตายในที่สุด ซึ่งผู้เดินทางมักจะหาของกินไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามเพื่อเป็นเครื่องสังเวยบูชาแก่ฮิดารุกามิเพื่อไม่ให้จูโจม

เรื่องราวของสะพานลั่นของญี่ปุ่น

เรื่องเล่าเกี่ยวกับภูตผี วิญญาณของชาวญี่ปุ่นนี้เกิดขึ้น ณ หมู่บ้านโอะซากะ จังหวัดฮิดะซึ่งในปัจจุบันคือจังหวัดกิฟู เรื่องราวของสะพานไม้ที่มีเสียงล่ำลือว่าในยามค่ำคืนมักจะมีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดคล้ายกับมีคนเดินข้ามสะพาน แน่นอนว่ากลางดึกนั้นทุกคนเข้านอนยากที่จะมีเสียงดังแบบนี้ เรื่องเล่านี้ถูกบอกเล่าผ่านชาวบ้านที่ชื่อว่า คาเนะเอมอน ซึ่งหน้าบ้านของเขามีสะพานไม้ตั้งอยู่ซึ่งเป็นสะพานที่ใช้ข้ามหุบเขาระหว่างทางเข้าหมู่บ้าน เขาเล่าว่าในคืนหนึ่งขณะที่เขากำลังพักผ่อนอยู่ในบ้าน เขาได้ยินเสียงสะพานลั่นเอี๊ยอดอ๊าดคล้ายกับมีคนเดินข้ามสะพาน พร้อมกับได้ยินเสียงคล้ายกับคนคุยกัน แต่ทว่าสะพานไม้นี้ค่อยข้างเก่าและใกล้จะพัง เขาจึงออกไปเปิดประตูเพื่อจะออกไปเตือนคนที่เดินข้ามสะพานแห่งนี้เพราะสะพานค่อยข้างอันตรายอย่างมาก เมื่อเขาเปิดประตูออกไปกลับพบว่าสะพานไม้นี้ไม่มีใครเลย ภายนอกมีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้นเขาไม่พบใครแม้แต่คนเดียว ภายนอกคือความว่างเปล่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจอย่างมาก หลังจากนั้นเหตุการณ์นี้มักเกิดขึ้นทุกค่ำคืน เขามักจะได้ยินเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดของสะพานแห่งนี้ในทุกค่ำคืนพร้อมกับเสียงกระซิบกระซาบลอยมา บางคืนเขายังได้ยินเสียงร้องร่ำไห้อีกด้วย ในที่สุดเขาต้องไปปรึกษากับผู้ตรวจดวงชะตาพบว่าเสียงที่เขาได้ยินคือดวงวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับ โดยสะพานนี้คือเส้นทางที่เรียกว่าทาจิยามะเป็นเส้นทางที่วิญญาณเดินทางเข้าสู่อีกภพหนึ่ง หลังจากนั้นเขาได้สร้างสุสานบริเวณสะพานแห่งนี้และย้ายออกจากบ้านทันที ต่อมาเขาก็ไม่ได้ยินเสียงนั้นอีกเลย

© 2017 ปีศาจญี่ปุ่น All Rights Reserved   

Theme Smartpress by Level9themes.