เรื่องเล่าของผีสาวผมดำ

เรื่องเล่านี้เป็นเรื่องราวที่เล่าต่อๆกันมาโดยคาดว่าเกิดขึ้นในสมัยโชกุน เป็นเรืองราวของวิญญาณหญิงสาวที่รอคอยคนรักของเธอ ซึ่งเรื่องนี้ถูกขนานว่าเป็นเรื่องราวคล้ายกับ แม่นาคพระโขนง ของไทย เรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับซามูไรคนหนึ่งกับภรรยาของเขาที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง ต่อมาวันหนึ่งเขาถูกเรียกให้ไปคุ้มกันและรับใช้เจ้าเมืองที่ห่างไกล ด้วยความจำเป็นของเขานั้น เขาจึงตัดสินใจทิ้งภรรยาของเขาไปด้วยใจที่ยังห่วงหาภรรยาและรับปากว่าเขาจะกลับมาหาภรรยาของเขาอีกครั้ง แต่จนแล้วจนเล่าเวลาผ่านไปหลายปีภรรยาของซามูไรเฝ้ารอสามีกลับมาทุกวัน แต่เขากลับไปมีสัมพันธ์กับหญิงอื่น ต่อมาเวลาผ่านไปหลายปีซามูไรผู้นี้ทำภารกิจและได้รับการปลดตำแหน่งและเขากลับมาบ้านเพราะคิดถึงภรรยาของเขา แต่เมื่อเขากลับมาในกลางดึกคืนหนึ่งที่บ้านของเขา เขาพบว่าประตูหน้าบ้านเปิดอยู่และไม่ลังเลที่จะเดินเข้าไป เมื่อเขาเข้าไปพบว่าภรรยาเขายังอยู่และนั่งเงียบภายในบ้าน ซามูไรแปลกใจที่ภรรยาของเขาไม่รู้สึกดีใจที่เขากลับมา เธอไม่รู้โกรธเคือง เธอต้องรับเขาอย่างดีที่เขากลับมาบ้านอีกครั้ง ซามูไรผู้นี้ดีใจมากและกอดภรรยาที่รักของเขาพร้อมกับสัญญาว่าจะกับเธอตลอดไป และนอนหลับกับภรรยาในบ้านอย่างมีความสุข รุ่งเช้าเขาตื่นขึ้นมาพบว่าเขากำลังกอดศพแห้งกรังของภรรยาที่เหลือแต่กระดูก มีผมดำยาวคลุมศพ เขาตกใจมากและหนีออกจากบ้านไป เขาถามเพื่อนบ้านว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ เพื่อนบ้านเล่าว่าหญิงผู้นี้ถูกสามีทอดทิ้งหลายปีและตรอมใจตายในบ้าน โดยศพไม่มีใครนำไปทำพิธีจึงปล่อยให้ศพแห้งอยู่ในบ้าน

วิญญาณอาฆาตตระกูลไทระ

เรื่องราวของภูตผี วิญญาณของตระกูลไทระนั้นเกิดขึ้นในช่วงสมัยของโชกุนเรืองอำนาจเกิดขึ้นราวปี 1125 เกี่ยวกับตระกูลขุนนางตระกูลหนึ่งที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมและกลายเป็นวิญญาณอาฆาต เรื่องราวนี้เล่าขึ้นมาว่า ตระกูลขุนนางที่ชื่อว่า ไทระ เป็นตระกูลใหญ่และมีอิทธิพลหนึ่งของญี่ปุ่นในยุคสมัยโชกุนตระกูลนี้ถูกสังหารโดย มินาโมโตะ โนะ โยชิซึเนะ หลังจากสังหารตระกูลไทระทั้งหมดเขาและพี่ชายได้หลบหนีไป ต่อมาขณะที่นาโมโตะ โนะ โยชิซึเนะ กำลังล่องเรือกลางทะเลที่อ่าวไดโมสึเหล่าวิญญาณอาฆาตของตระกูลไทระตามมาถึงพวกเขาเพื่อแก้แค้นสองพี่น้องคู่นี้ โดยระหว่างที่พวกเขากำลังล่องเรือนั้นเกิดหมอกหนาจัดปกคลุมเรือ หมอกประหลาดโดยไม่มีสาเหตุต่อมาเกิดคลื่นทะเลปั่นป่วนโจมตีเรือของพวกเขา คลื่นที่บ้าคลั่งโถมกระหน่ำเรือของพวกเขาไม่หยุด แต่เมื่อพวกเขามองออกไปนอกเรือนั้นไม่มีพายุเกิดขึ้นเลย แล้วอะไรที่โจมตีเรือพวกเขา หมอกนั่นคือวิญญาณอาฆาตของตระกลูไทระนั่นเองซึ่งวิญญาณเหล่านี้พยายามโจมตีเรือพวกเขา และผีนักรบตนหนึ่งได้กระโดดขึ้นมาบนเรือ โยชิซึเนะและต่อสู่กัน ขณะที่พระนักรบบนเรือพยายามสอดมนต์ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในที่สุดวิญญาณอาฆาตเหล่านี้ไม่สามารถทนต่อพลังปกป้องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ และหนีหายไปในที่สุด จากนั้นหมอกควันต่างๆก็จางหายไป คลื่นทะเลที่ปั่นป่วนก็กลายเป็นคลื่นลมสงบ โยชิซึเนะ สามารเอาชนะวิญญาณเหล่านี้และล่องเรือสู่จุดหมายต่อไป มีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่าวิญญาณตระกูลไทระยังคงเฝ้าอยู่ในอ่าวไดโมสึและมักจะหลอกหลอนเรือของนักเดินทางที่เข้ามาในบริเวณนั้นเพราะคิดว่านั่นคือเรือของ โยชิซึเนะ

ฮิดารุกามิ วิญญาณผู้หิวโหย

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวของวิญญาณ ภูตผีของญี่ปุ่นอย่าง ฮิดารุกามิ หรือ วิญญาณผู้หิวโหยเรื่องราวนี้มักเล่าต่อๆกันเรื่อยๆมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ฮิดารุกามิ คือดวงวิญญาณของผู้ที่ตายระหว่างการเดินทาง โดยเฉพาะผู้ที่เสียชีวิตระหว่างการเดินทางบนเขาคนที่ตายเหล่านี้คือผู้ที่ตายโดยที่ไม่มีใครรับรู้ ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว, มิตรสหาย โดยพวกเขาไม่รับรู้เลยว่าผู้นั้นตายไปแล้ว ศพเหล่านี้จะไม่มีการการทำศพหรือตั้งศาลนำของมาเซ่นไหว้ ทำให้วิญญาณเหล่านี้กลายเป็นวิญญาณเร่รอนและหิวโหย ซึ่งผู้ที่พบเจอวิญญาณเหล่านี้จะต้องถูกวิญญาณเหล่านี้ติดตามตลอดเวลา มีความเชื่อว่าชาวญี่ปุ่นโบราณมักจะบอกว่าเวลาออกเดินทางขึ้นเขาให้นำข้าวปั้นก้อนเล็กๆติดตัวไปด้วยเสมอ หรือ หากไม่เตรียมข้าวปั้นไปควรเหลือข้าวกล่องของของตนเล็กน้อย ซึ่งมีความเชื่อว่าผู้ที่พบเจอ ฮิดารุกามินั้นต้องนำข้าวปั้นที่เตรียมไว้หรือข้าวเหลือจากกล่องนำไปให้วิญญาณเหล่านี้และจะไม่โดนรังควาญ และสามารถปัดเป่าวิญญาณผู้หิวโหยได้ มีเรื่องเล่าว่าผู้ที่ถูกฮิดารุกามิรังควาญจะมีอาการหิวโหยและกระหายน้ำโดยไร้สาเหตุ หรือ มีอาการหิวผิดปกติแม้ว่าจะกินข้าวแล้วก็ตามต่อมาร่างกายจะเริ่มขยับตัวไม่ได้และหมดสติ ซึ่งหากไม่ได้รับการช่วยเหลือคนที่ถูกฮิดารุกามินั้นจะตายในที่สุด ซึ่งผู้เดินทางมักจะหาของกินไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามเพื่อเป็นเครื่องสังเวยบูชาแก่ฮิดารุกามิเพื่อไม่ให้จูโจม

เรื่องราวของสะพานลั่นของญี่ปุ่น

เรื่องเล่าเกี่ยวกับภูตผี วิญญาณของชาวญี่ปุ่นนี้เกิดขึ้น ณ หมู่บ้านโอะซากะ จังหวัดฮิดะซึ่งในปัจจุบันคือจังหวัดกิฟู เรื่องราวของสะพานไม้ที่มีเสียงล่ำลือว่าในยามค่ำคืนมักจะมีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดคล้ายกับมีคนเดินข้ามสะพาน แน่นอนว่ากลางดึกนั้นทุกคนเข้านอนยากที่จะมีเสียงดังแบบนี้ เรื่องเล่านี้ถูกบอกเล่าผ่านชาวบ้านที่ชื่อว่า คาเนะเอมอน ซึ่งหน้าบ้านของเขามีสะพานไม้ตั้งอยู่ซึ่งเป็นสะพานที่ใช้ข้ามหุบเขาระหว่างทางเข้าหมู่บ้าน เขาเล่าว่าในคืนหนึ่งขณะที่เขากำลังพักผ่อนอยู่ในบ้าน เขาได้ยินเสียงสะพานลั่นเอี๊ยอดอ๊าดคล้ายกับมีคนเดินข้ามสะพาน พร้อมกับได้ยินเสียงคล้ายกับคนคุยกัน แต่ทว่าสะพานไม้นี้ค่อยข้างเก่าและใกล้จะพัง เขาจึงออกไปเปิดประตูเพื่อจะออกไปเตือนคนที่เดินข้ามสะพานแห่งนี้เพราะสะพานค่อยข้างอันตรายอย่างมาก เมื่อเขาเปิดประตูออกไปกลับพบว่าสะพานไม้นี้ไม่มีใครเลย ภายนอกมีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้นเขาไม่พบใครแม้แต่คนเดียว ภายนอกคือความว่างเปล่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจอย่างมาก หลังจากนั้นเหตุการณ์นี้มักเกิดขึ้นทุกค่ำคืน เขามักจะได้ยินเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดของสะพานแห่งนี้ในทุกค่ำคืนพร้อมกับเสียงกระซิบกระซาบลอยมา บางคืนเขายังได้ยินเสียงร้องร่ำไห้อีกด้วย ในที่สุดเขาต้องไปปรึกษากับผู้ตรวจดวงชะตาพบว่าเสียงที่เขาได้ยินคือดวงวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับ โดยสะพานนี้คือเส้นทางที่เรียกว่าทาจิยามะเป็นเส้นทางที่วิญญาณเดินทางเข้าสู่อีกภพหนึ่ง หลังจากนั้นเขาได้สร้างสุสานบริเวณสะพานแห่งนี้และย้ายออกจากบ้านทันที ต่อมาเขาก็ไม่ได้ยินเสียงนั้นอีกเลย

ความเชื่อเกี่ยวกับ เกลือ ของคนญี่ปุ่น

ชาวญี่ปุ่นมักจะมีความเชื่อโบราณมากมาย ความเชื่อและประเพณีที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของ เทพเจ้า, ภูตผี, ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ ความเชื่อในด้านสิ่งของต่างๆ และสิ่งหนึ่งตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นแต่โบราณก็คือ เกลือ วัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงอาหารให้อาหารมีรสชาติเค็ม สามารถเก็บได้นาน รวมถึงเกลือสามารถใช้ดองและเก็บอาหารได้นาน เกลือตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นนั้นมีความเชื่อว่า การพกเกลือติดตัวจะช่วยในเรื่องของการป้องกันภูตผี ปีศาจ เกลือยังถูกนำมาใช้ในเรื่องของลางบอกเหตุได้อย่างดี ชาวญี่ปุ่นในสมัยโบราณมีความเชื่อว่า เกลือ สามารถทำนายความฝันได้ โดยใครที่ฝันเห็นเกลือและในอีกไม่กี่วันจะได้โชคลาภ เกลือจึงเป็นสัญลักษณ์ตามความเชื่อว่าจะนำโชคมาให้ชาวญี่ปุ่น นอกจากประเทศญี่ปุ่นมีความเชื่อเกี่ยวกับเกลือแล้ว ประเทศอื่นๆก็มีความเชื่อเกี่ยวกับเกลือเช่นกัน โดยการโรยเกลือไว้ที่ธรณีประตูในวันขึ้นปีใหม่จะทำให้มีโชคลาภตลอดปี เกลือตามความเชื่ออีกอย่างหนึ่งของชาวญี่ปุ่นก็คือ การขจัดสิ่งชั่วร้ายและสิ่งอัปมงคลออกไปจากบ้านโดยชาวญี่ปุ่นสมัยโบราณ หากมีการไปงานศพ เมื่อกลับมาถึงบ้านก่อนเข้าบ้านต้องโรยเกลือที่ทางเข้าก่อนจึงก้าวเท้าเข้าไปได้ ซึ่งชาวญี่ปุ่นโบราณมีความเชื่อว่าเกลือจะช่วยชำระล้างสิ่งชั่วร้ายที่ติดตัวมากับทำให้ร่างกายบริสุทธิ์ขจัดสิ่งชั่วร้าย ในจากนี้แล้วในการแข่งขันซูโม่จะมีการโรยเกลือในจุดผู้แข่งขัน ซึ่งตามความเชื่อโบราณกล่าวว่าเกลือคือสิ่งที่บริสุทธิ์และเพื่อชำระร่างกายและจิตใจแก่ผู้เข้าแข่งขัน

คามาเลีย ดอกไม้สีเลือด

เรื่องราวความน่ากลัวของผีตนนี้เป็นที่กล่าวถึงในเรื่องของความน่ากลัวของผู้ที่พบเจอมันวิญญาณของเด็กหญิงที่ตายด้วยแรงแค้นและความเศร้า คามาเลีย เป็นดอกไม้ประจำตระกูลชา ตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์ของญี่ปุ่น ดอกไม้ชนิดนี้มีลักษณะเป็นสีขาวและชมพู บางครั้งดอกคามาเลียนั้นก็เปลี่ยนสีเป็นสีแดงเหมือนเลือด ผู้ที่พบเห็นดอกคามาเลียสีนี้นั้นหมายความว่าบริเวณโดยรอบนั้นมีความโศกเศร้าและความสูญเสียที่น่าสลดใจ เรื่องราวของดอกคามาเลียดอกไม้สีเลือดนั้นเป็นเรื่องเล่าที่เล่าต่อๆกันมาในโรงเรียนประถมของญี่ปุ่น เรื่องราวของดอกไม้สีเลือดนี้กล่าวถึงความโศกเศร้าของผู้หญิงคนหนึ่งที่ตายไปเมื่อยุคที่ญี่ปุ่นยังมีระบบศักดินา กล่าวคือ มีเจ้าหญิงไร้นามผู้หนึ่งได้หลีภัยทางการเมืองระหว่างที่หนีมานั้นเธอโดนฝ่ายตรงข้ามตามล่าและโดนจับได้และกลายเป็นเฉลยสงคราม เธอถูกทรมานต่างๆนาๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเธอถูกจับมัดไว้ที่ต้นคามาเลีย ถูกเฆี่ยนตีเพื่อบังคับให้บอกความลับของอีกฝ่าย สุดท้ายแล้วเธอสิ้นใจใต้ต้นคามาเลียก่อนสิ้นใจ เธอตั้งจิตอธิษฐานว่าใครที่เห็นดอกคามาเลียเป็นสีเลือด คนๆนั้นจะพบกับความโศกเศร้าและความเจ็บปวดอย่างที่เธอพบเจอ ต้นคามาเลียนั้นจะสูบเลือดที่ไหลจากตัวเธอเหมือนกับวิญญาณของความแค้นของเจ้าหญิงผู้นี้ ต้นคาเมเลียนั้นนิยมปลูกในโรงเรียน มีการเล่าเรื่องราวต่อๆมามากมายที่กล่าวถึงต้นคาเมเลีย แม้ว่าเรื่องราวของดอกคามาเลียสีเลือดนี้จะไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่ก็มีการเล่าเรื่องราวต่อๆกันมาหลายรุ่น

ตำนานความเชื่อเกี่ยวกับคำสาปแช่ง

ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรม ความเชื่อ ตำนาน ปีศาจ ภูตผี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆมายาวนานแล้ว ทั้งนี้ความเชื่อของชาวญี่ปุ่นนั้นเชื่อมโยงกับคำสาปแช่ง ชาวญี่ปุ่นเชื่อเรื่องของวิญญาณที่อีกไม่ไปเกิด บางครั้งก็คอยสาปแช่งของคนที่ยุ่งเกี่ยวกับมัน ในญี่ปุ่นมีคำสาปแช่งมากมายตามตำนานความเชื่อของชาวญี่ปุ่น คำสาปเหล่านี้จะนำมาสู่หายนะของคนที่ถูกสาปรวมถึงคนรอบข้างพวกเขาด้วย เราคงเคยชมภาพยนตร์เรื่อง Ju-On มาบ้างแล้ว เรื่องราวนี้กล่าวถึงคำสาปแช่งของวิญญาณหญิงสาวผู้หนึ่งที่ตายด้วยแรงแค้น Ju-On จูออน คือคำสาปแช่งของผู้ที่ตายด้วยความโกรธแค้น หรือ ความโศกเศร้าสุดขีด สิ่งนั้นๆก่อเกิดอำนาจแรงแค้นที่อัดแน่นพร้อมที่จะสาปแช่งทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง คำสาปจูออนนั้นจะติดอยู่ที่ใด ที่หนึ่งของผู้ที่ตายไม่ว่าจะเป็นบ้าน สิ่งของ สถานที่ต่างๆ ที่คนๆนั้นเผชิญและห่วงหา ไม่ว่าพวกเขาจะโกรธหรือไม่ก็ตาม นั้นคือสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับคำสาปแช่งนี้ ตำนานโอคิคุ โคอิคุเป็นชื่อของตุ๊กตาตัวหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก มีเรื่องเล่าว่าตุ๊กตาตัวนี้มีเส้นผมดำงอกออกมาผมนี้ยาวลงมาเรื่อยๆไม่มีสิ้นสุด ตามตำนานกล่าวว่าตุ๊กตาตัวนี้เด็กชายชื่อว่า เฮียวคิจิ ซื้อตุ๊กตาตัวนี้ให้กับน้องสาวของเขา คิคุโกะ เธอรักตุ๊กตาตัวนี้มากและเล่นกับมันทุกวัน แต่แล้วคิคุโกะเสียชีวิตลงจากอาการป่วย พ่อแม่ของเธออยากจะเผาตุ๊กตาตัวนี้ แต่แล้วมันกลับมีผมงอกออกมาและยาวเรื่อยๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ ครอบครัวเชื่อว่าคิคุโกะสิงอยู่ในตุ๊กตาเพราะเธอผูกพันกับมันมาก สุดท้ายพวกเขาก็นำตุ๊กตาตัวนี้ไว้ให้วัดรักษา

โคดามะปีศาจวิญญาณที่สิ่งสถิตในต้นไม้

ว่าไปคนญี่ปุ่นก็มีความเชื่อเคยบ้านเราเหมือนกัน ในเรื่องของวิญญาณแห่งธรรมชาติ คนญี่ปุ่นเชื่อว่าต้นไม้ที่มีอายุมากเป็น 100ปีขึ้นไปมักมีชีวิตและวิญญาณที่สิงอยู่ อย่างบ้านเราก็ทำนองว่าเจ้าพ่อ เจ้าแม่ไม่ก็รุกขเทวดา นางไม้อย่างไงอย่างนั้น แต่เขาไม่มาทำการขอหวย หรือ เอาผ้าสามสี เจ็ดสีมาผูกอย่างบ้านเราที่ทำกัน โคดามะ เป็นวิญญาณที่มักจะสถิตในต้นไม้ที่ใหญ่และอายุมาก บางคนว่าหากอายุมากถึง 300ปีนะน่ากลัวเพราะโคดามะจะมีพลังสูงมาก บางตำนานว่าเมื่อต้นไม้แก่ขึ้นมีอายุมากขึ้นถึง100ปีก็จะมีพลังภูต กลายเป็นปีศาจ เคยมีคนเข้าทำไปตัดฟืนหาของป่าก็เคยที่จะถูกเจ้าโคดามะรบกวนบางทีถึงขั้นชีวิตก็มี บางตำนานว่าเคยบรรดาให้คนกลายเป็นต้นไม้ก็มี เขาว่าที่ๆมีเจ้าโคดามะสถิตอยู่คือ ป่าลึกแถบคินคิ หรือไม่ก็ฮาจิโจจิมะ ที่โตเกียว บางคนว่าหากดูไม่ดีไปตัดหรือโค่นต้นไม้ที่มีโคดามะสิงอยู่ อาจเป็นการสร้างความหายนะต่อหมู่บ้านได้เช่นเกิดอาเพศต่างๆตามมา จึงไม่มีใครกล้าเข้าไปในป่าลึกเพราะเกรงกลัวต่อวิญญาณธรรมชาติอาจโคดามะ บางทีการที่สร้างเจ้าปีศาจโคดามะขึ้นเพราะด้วยเหตุให้เป็นสิ่งป้องกันต้นไม้อันเป็นทรัพยากรที่สำคัญ เพราะต้นไม้เมื่ออายุมากต้นมันจะใหญ่โตและจะผลิตออกซิเจนทำให้อากาศบริสุทธิ์ นี้เละเป็นข้อดีของการสร้างปีศาจขึ้นมาเพื่อหลอกลูกหลานให้เคารพในธรรมชาตินั่นเอง  

ทันโคโรรินปีศาจฤษีต้นลูกพลับ

ทันโคโรรินปีศาจฤษีต้นลูกพลับ ปีศาจตนนี้เป็นปีศาจอีกตนที่เกิดจากวิญญาณธรรมชาติ คงไม่ต่างจาก โคดามะ กับ จุโบตโกะ เท่าไรนัก เพราะเป็นประเภทปีศาจที่เกิดจากต้นไม้เหมือนกัน แต่เจ้าทันโคโรรินนี้เป็นปีศาจที่เกิดจากต้นลูกพลับ เขาเล่าว่าเมื่อหากต้นพลับออกผลจนสุกแล้วหากปล่อยไว้ไม่รีบเก็บมันจะกลายเป็น ทันโคโรริน โดยมีเรื่องเล่าอันเป็นตำนานว่า ในเมืองเซนได จังหวัดมิยางิ ในอดีต มีฤษีตนหนึ่งมาอยู่ในเมืองโดยที่ไม่มีผู้ใดรู้และไม่เห็นจึงคิดกันว่าเป็นฤษีมาแสวงบุญจากที่อื่น แต่ที่แปลกมากคือ มักมีลูกพลับหล่นจากแขนเสื้อของฤษีตนนี้เสมอเมื่อฤษีเดินไปไหนก็มักจะต้องมีลูกพลับล่วงตามทางไป จึงกลายเป็นที่น่าประหลาดผิดสังเกตคนธรรมดา จึงมีผู้ที่ต้องการความกระจ่างคนหนึ่งตามฤษีเรียกว่าขั้นสะกดรอยตาม จึงพบว่าฤษีได้เข้าไปในต้นลูกพลับต้นไม้ จึงเป็นอันรู้กันว่า ฤษีตนนี้ที่ว่าแปลกกันนักแปลกกันหนาที่แท้คือ ทันโคโรริน ต้นพลับกลายเป็นปีศาจนี้เอง  ทันโคโรริน เป็นปีศาจที่ไม่ทำร้ายมนุษย์ แต่ดูแลน่าจะเป็นประเภทภูตเสียมากกว่าจะมาเป็นปีศาจตามแกล้งตามหลอกหลอนคน แต่พอคนก็ยังคงกลัวอยู่ดี อย่างคำว่า ผียังไงก็ยังเป็นผีอยู่วันยังค่ำ จึงมาวิธีป้องกันต้นพลับต้นโปรดไม่ให้กลายเป็น ทันโคโรริน โดยพอลูกพลับสุกเต็มที่แล้วให้รีบเก็บอย่าให้มีคาต้นเลยเด็ดขาด เป็นการตัดตอนการเป็น ทันโคโรริน  

จุโบตโกะ ปีศาจต้นไม้ดูดเลือดคน

จุโบตโกะ แต่เดิมเลยก็เป็นแค่ต้นไม้ธรรมดาๆ แต่มันกลายเป็นปีศาจจอมหิวโหยกระหายเลือด ไม่ต่างจากผีดูดเลือดของฝรั่งเลย ถ้าไม่เกิดสงคราม ใช่สงครามมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากมายทั้งทหารและชาวบ้านตาดำๆก็มารับเคราะห์ แต่เมื่อมีคนตายยิ่งเป็นสมรภูมิแล้วยิ่งต้องมีเลือดตกยางออก ใช่เลือดที่นองแดงฉาดอยู่นั้นก็ไหลรินกลายเป็นทะเลเลือด เจ้าต้นไม้ที่ยืนต้นตระหง่านอยู่ที่เคยดูดน้ำธรรมดาจากแหล่งน้ำใต้ดิน แต่ต้องหันมาดูดเลือดที่ไหลซึมสู่ดินสู่รากของมัน ทำให้มันริ้นรสของเลือดอันหอมคาว จนเสพติดพอเลือดของเหล่านักรบหมดมันก็กระหายซึ่งเลือด จนต้นไม้ธรรมดาเลยกลายเป็นต้นไม้ปีศาจกระหายเลือด จุโบตโกะ จุโบตโกะมักเป็นต้นไม้ที่ยืนต้นในสถานที่ๆเคยสนามรบสมรภูมิรบมาก่อน มีคนเล่าว่าหากใครไม่รู้เดินเข้าไปมันจะใช้รากของมันจับตัวไว้และเอารากแทงเข้าไปในเนื้อและสูบดูดเลือดจนหมดตัว อะไรจะน่ากลัวขนาดนั้น   เขาว่ากันว่าเจ้าจะรู้ได้ว่าต้นไม้ต้นไหนเป็นเจ้า จุโบตโกะ ก็แค้เอาของมีคมกรีดกับต้นและมีเลือดไหลออกมาและถ้าทราบแล้วจนวิ่งหนีให้จนเร็ว เพราะมันอาจโมโหและใช้รากและกิ่งของมันจับตัวไว้เป็นอาหารอีกก็เป็นได้           มีอีกกระแสว่ามีปีศาจแบบเจ้าจุโบตโกะนี้ที่ประเทศจีน และมีคนเคยพบมีคนแก่ชราออกมาจากต้นไม้นี้แสดงว่า คนชราคนนั้นอาจเป็นวิญญาณจิตของปีศาจต้นไม้ก็เป็นได้ และเป็นการแสดงว่าจีนมีญี่ปุ่นมีบ้าง ซึ่งสังเกตว่าพื้นฐานของการเป็นปีศาจของญี่ปุ่นคล้ายกับการเป็นปีศาจของจีน ที่เคยว่าไปแล้วว่าญี่ปุ่นรับอิทธิพลทางความเชื่อมาจากประเทศจีนนั่นด้วย

© 2017 ปีศาจญี่ปุ่น All Rights Reserved   

Theme Smartpress by Level9themes.