เรื่องเล่าของผีสาวผมดำ

เรื่องเล่านี้เป็นเรื่องราวที่เล่าต่อๆกันมาโดยคาดว่าเกิดขึ้นในสมัยโชกุน เป็นเรืองราวของวิญญาณหญิงสาวที่รอคอยคนรักของเธอ ซึ่งเรื่องนี้ถูกขนานว่าเป็นเรื่องราวคล้ายกับ แม่นาคพระโขนง ของไทย เรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับซามูไรคนหนึ่งกับภรรยาของเขาที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง ต่อมาวันหนึ่งเขาถูกเรียกให้ไปคุ้มกันและรับใช้เจ้าเมืองที่ห่างไกล ด้วยความจำเป็นของเขานั้น เขาจึงตัดสินใจทิ้งภรรยาของเขาไปด้วยใจที่ยังห่วงหาภรรยาและรับปากว่าเขาจะกลับมาหาภรรยาของเขาอีกครั้ง แต่จนแล้วจนเล่าเวลาผ่านไปหลายปีภรรยาของซามูไรเฝ้ารอสามีกลับมาทุกวัน แต่เขากลับไปมีสัมพันธ์กับหญิงอื่น ต่อมาเวลาผ่านไปหลายปีซามูไรผู้นี้ทำภารกิจและได้รับการปลดตำแหน่งและเขากลับมาบ้านเพราะคิดถึงภรรยาของเขา แต่เมื่อเขากลับมาในกลางดึกคืนหนึ่งที่บ้านของเขา เขาพบว่าประตูหน้าบ้านเปิดอยู่และไม่ลังเลที่จะเดินเข้าไป เมื่อเขาเข้าไปพบว่าภรรยาเขายังอยู่และนั่งเงียบภายในบ้าน ซามูไรแปลกใจที่ภรรยาของเขาไม่รู้สึกดีใจที่เขากลับมา เธอไม่รู้โกรธเคือง เธอต้องรับเขาอย่างดีที่เขากลับมาบ้านอีกครั้ง ซามูไรผู้นี้ดีใจมากและกอดภรรยาที่รักของเขาพร้อมกับสัญญาว่าจะกับเธอตลอดไป และนอนหลับกับภรรยาในบ้านอย่างมีความสุข รุ่งเช้าเขาตื่นขึ้นมาพบว่าเขากำลังกอดศพแห้งกรังของภรรยาที่เหลือแต่กระดูก มีผมดำยาวคลุมศพ เขาตกใจมากและหนีออกจากบ้านไป เขาถามเพื่อนบ้านว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ เพื่อนบ้านเล่าว่าหญิงผู้นี้ถูกสามีทอดทิ้งหลายปีและตรอมใจตายในบ้าน โดยศพไม่มีใครนำไปทำพิธีจึงปล่อยให้ศพแห้งอยู่ในบ้าน

ฮิดารุกามิ วิญญาณผู้หิวโหย

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวของวิญญาณ ภูตผีของญี่ปุ่นอย่าง ฮิดารุกามิ หรือ วิญญาณผู้หิวโหยเรื่องราวนี้มักเล่าต่อๆกันเรื่อยๆมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ฮิดารุกามิ คือดวงวิญญาณของผู้ที่ตายระหว่างการเดินทาง โดยเฉพาะผู้ที่เสียชีวิตระหว่างการเดินทางบนเขาคนที่ตายเหล่านี้คือผู้ที่ตายโดยที่ไม่มีใครรับรู้ ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว, มิตรสหาย โดยพวกเขาไม่รับรู้เลยว่าผู้นั้นตายไปแล้ว ศพเหล่านี้จะไม่มีการการทำศพหรือตั้งศาลนำของมาเซ่นไหว้ ทำให้วิญญาณเหล่านี้กลายเป็นวิญญาณเร่รอนและหิวโหย ซึ่งผู้ที่พบเจอวิญญาณเหล่านี้จะต้องถูกวิญญาณเหล่านี้ติดตามตลอดเวลา มีความเชื่อว่าชาวญี่ปุ่นโบราณมักจะบอกว่าเวลาออกเดินทางขึ้นเขาให้นำข้าวปั้นก้อนเล็กๆติดตัวไปด้วยเสมอ หรือ หากไม่เตรียมข้าวปั้นไปควรเหลือข้าวกล่องของของตนเล็กน้อย ซึ่งมีความเชื่อว่าผู้ที่พบเจอ ฮิดารุกามินั้นต้องนำข้าวปั้นที่เตรียมไว้หรือข้าวเหลือจากกล่องนำไปให้วิญญาณเหล่านี้และจะไม่โดนรังควาญ และสามารถปัดเป่าวิญญาณผู้หิวโหยได้ มีเรื่องเล่าว่าผู้ที่ถูกฮิดารุกามิรังควาญจะมีอาการหิวโหยและกระหายน้ำโดยไร้สาเหตุ หรือ มีอาการหิวผิดปกติแม้ว่าจะกินข้าวแล้วก็ตามต่อมาร่างกายจะเริ่มขยับตัวไม่ได้และหมดสติ ซึ่งหากไม่ได้รับการช่วยเหลือคนที่ถูกฮิดารุกามินั้นจะตายในที่สุด ซึ่งผู้เดินทางมักจะหาของกินไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามเพื่อเป็นเครื่องสังเวยบูชาแก่ฮิดารุกามิเพื่อไม่ให้จูโจม

คามาเลีย ดอกไม้สีเลือด

เรื่องราวความน่ากลัวของผีตนนี้เป็นที่กล่าวถึงในเรื่องของความน่ากลัวของผู้ที่พบเจอมันวิญญาณของเด็กหญิงที่ตายด้วยแรงแค้นและความเศร้า คามาเลีย เป็นดอกไม้ประจำตระกูลชา ตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์ของญี่ปุ่น ดอกไม้ชนิดนี้มีลักษณะเป็นสีขาวและชมพู บางครั้งดอกคามาเลียนั้นก็เปลี่ยนสีเป็นสีแดงเหมือนเลือด ผู้ที่พบเห็นดอกคามาเลียสีนี้นั้นหมายความว่าบริเวณโดยรอบนั้นมีความโศกเศร้าและความสูญเสียที่น่าสลดใจ เรื่องราวของดอกคามาเลียดอกไม้สีเลือดนั้นเป็นเรื่องเล่าที่เล่าต่อๆกันมาในโรงเรียนประถมของญี่ปุ่น เรื่องราวของดอกไม้สีเลือดนี้กล่าวถึงความโศกเศร้าของผู้หญิงคนหนึ่งที่ตายไปเมื่อยุคที่ญี่ปุ่นยังมีระบบศักดินา กล่าวคือ มีเจ้าหญิงไร้นามผู้หนึ่งได้หลีภัยทางการเมืองระหว่างที่หนีมานั้นเธอโดนฝ่ายตรงข้ามตามล่าและโดนจับได้และกลายเป็นเฉลยสงคราม เธอถูกทรมานต่างๆนาๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเธอถูกจับมัดไว้ที่ต้นคามาเลีย ถูกเฆี่ยนตีเพื่อบังคับให้บอกความลับของอีกฝ่าย สุดท้ายแล้วเธอสิ้นใจใต้ต้นคามาเลียก่อนสิ้นใจ เธอตั้งจิตอธิษฐานว่าใครที่เห็นดอกคามาเลียเป็นสีเลือด คนๆนั้นจะพบกับความโศกเศร้าและความเจ็บปวดอย่างที่เธอพบเจอ ต้นคามาเลียนั้นจะสูบเลือดที่ไหลจากตัวเธอเหมือนกับวิญญาณของความแค้นของเจ้าหญิงผู้นี้ ต้นคาเมเลียนั้นนิยมปลูกในโรงเรียน มีการเล่าเรื่องราวต่อๆมามากมายที่กล่าวถึงต้นคาเมเลีย แม้ว่าเรื่องราวของดอกคามาเลียสีเลือดนี้จะไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่ก็มีการเล่าเรื่องราวต่อๆกันมาหลายรุ่น

โชกิ ยักษ์เล็ก

  เรื่องราวนี้เกิดในสมัยโชกุน ซึ่งเกิดขึ้นกับโชกุนท่านหนึ่งชื่อว่า โฮโจ โทกิมาซะ ซึ่งมักจะฝันถึงการปรากฏตัวของยักษ์เล็กในฝันมาทำร้ายโชกุนท่านนี้ มันปรากฏตัวในฝันบ่อยครั้งมาก จนในที่สุดต้องเรียกหมอผีมาทำพิธีไล่ปีศาจและสิ่งชั่วร้าย แต่ไม่มีหมอผีคนใดทำสำเร็จเลย คนแล้วคนเล่าต่างก็ถูกอำนาจสิ่งชั่วร้ายทำร้ายบาดเจ็บ จนกระทั่งในค่ำคืนวันหนึ่งปรากฏมีชายชราถือไม้เท้าปรากฏขึ้นในความฝันของ โทกิมาซะ ชายชราผู้นั้นบอกว่า ตนเป็นวิญญาณแห่งดาบของโชกุนท่านนี้และบอกว่ามีปีศาจคอยจ้องทำร้ายอยู่แต่ก็ไม่สามารถไล่ปีศาจไปได้ เพราะดาบเล่มนี้ยังไม่บริสุทธิ์ ซึ่งชายชรายังบอกต่อว่า ให้โชกุนนำดาบดังกล่าวไปชำระล้างจึงจะไล่ปีศาจออกไปได้ ว่าดังนั้นแล้วเมื่อ โทกิมาซะ ตื่นขึ้นมาก็รู้สึกประหลาดใจและรู้สึกแปลกๆเหมือนมันเกิดขึ้นจริงๆ เขาให้คนนำดาบไปให้ช่างตีเหล็กนำดาบไปชำระ แล้วนำมาวางไว้ที่ห้อง วันต่อมามีคนรับใช้นำเตาผิงมาวางไว้ด้านหน้าของโชกุน โทกิมาซะ เนื่องจากวันนั้นอากาศหนาวเย็น ทันใดนั้นเองดาบดังกล่าวก็ตกลงมาจากที่เก็บดาบ แล้วตัดขาเตาผิงนั้น จึงเป็นลางบอกเหตุบางอย่าง โทกิมาซะ จึงให้หล่อรูปยักษ์ตัวเล็กขึ้นมาติดที่ขาเตาผิงนั้น คืนหนึ่งเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นเมื่อยักษ์ตัวเล็กปรากฏขึ้น แล้วดาบก็เกิดปรั่งประกายพร้อมกับลอยมาฟันเข้าที่หัวของยักษ์ตนนั้น หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏยักษ์เล็กอีกเลย  

ซึชิกุโมะ แมงมุมดิน

   นี่คือเรื่องราวของปีศาจตนหนึ่งที่น่ากลัวมากในยุคสมัยโชกุน มีการเล่าเรื่องราวของมันมากมายซึ่งปีศาจแมงมุมดินตนนี้จะมีฤทธิ์และอำนาจมากและเป็นคู่ปรับกับเหล่าโชกุนที่รู้จักกันดี ว่ากันว่า ในสมัยโชกุน โชกุนมีนาโนโตโนะ โยะริมิสึ มีอาการป่วยหนัก รักษายังไงก็ไม่หายจึงได้ทำพิธีปัดเป่าวิญญาณชั่วร้าย ซึ่งคาดว่าน่สาจะมีปีศาจเข้าสิงโชกุนคนนี้ แต่พิธีปัดเป่าวิญญาณก็ไม่สำเร็จ โชกุนท่านนี้มีอาการปวดหัวรุนแรงและมีไข้ เขานอนป่วยทรมานหลายวัน ค่ำคืนหนึ่งหลังจากที่ ฮิราอิ ยะชุมะซะ ซึ่งเป็นผู้ดูแลเฝ้าไข้โชกุนท่านนี้และผู้ติดตามอีกสามคนได้กลับไปที่ห้องของตน ก็ปรากฏพระสงฆ์รูปหนึ่งสูงประมาณ 2 เมตร มาปรากฏตัวขึ้นด้านหลังโคมไฟภายในห้องของโชกุนท่านนั้นแล้วก็ย่างก้าวเข้ามาใกล้ๆ โชกุน โยะริมิสึ จากนั้นก็ปล่อยใยแมงมุมใส่ตัวของเขา แต่โยะริมิสึนั้นตื่นขึ้นมาพอดี จึงหยิบดาบฮิซาคิริมารุ ที่ไว้วางข้างฟูกที่นอนมาฟันปีศาจตนนั้น ได้รับบาดเจ็บและหนีไป ผู้ติดตามได้ยินเสียงแล้ววิ่งเข้าไปในห้องของ โยะชิมิสึ พบว่ามีลอยเลือดหยดอยู่ด้านล่างโคมไฟและหยดเป็นทางยาว พวกเขาจึงตามลอยเลือดนั้นไป จนกระทั่งเจอเนินดินเก่าๆบริเวณที่อยู่ พอขุดเนินดินสักพักปรากฏแมงมุมตัวใหญ่ มันปล่อยใยและทำร้ายเหล่าซามูไร เกิดการต่อสู้กันสักพักหนึ่งแมงมุนตัวนี้ก็สิ้นใจในที่สุด หลังจากนั้นก็รื้อเนินดินออกไป แล้วอาการของโยะชิมิสึก็หายเป็นปกติ

ฮูตากูชิ โอนนะ ปีศาจหญิงสองปาก

   เรื่องราวของปีศาจตนนี้เป็นเรื่องเล่าต่อๆกันมานานรวมถึงมีการปรากฏในนิทาน ตำนานเรื่องเล่าต่างๆมากมาย ฮูตากูชิ โอนนะ ปีศาจหญิงสองปาก เป็นเรื่องเล่าในสมัยอดีตว่ากันว่า มีผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ที่ ชิโมอูซะ จังหวัดชิบะ เธอแต่งงานอยู่กินกับพ่อหม้ายลูกติด และมีลูกด้วยกัน เธอรักแต่เฉพาะลูกของตัวเองและไม่ยอมให้อาหารแก่ลูกติดของสามี ทำให้เด็กคนนั้นอดตายในที่สุด หลังจากที่เด็กคนนั้นตายไปไม่นาน หญิงคนนั้นบังเอิญเดินผ่านทางที่ผู้ชายคนหนึ่งกำลังตัดไม้อยู่ บังเอิญขวานเกิดจามเข้าที่ศรีษะของหล่อนจนเป็นแผลลึก เลือดไหลออกมาจำนวนมากหญิงคนนั้นจึงรักษาแผลที่หัวเธอ ไม่ว่ารักษาเท่าไหร่ก็ไม่หายแผลนั้นดูเหมือนจะเปลี่ยนรูปบาดแผลไปเรื่อยๆ จนกระทั่งบาดแผลเปลี่ยนรูปร่างเป็นปากและส่วนที่เป็นกระดูกก็กลายรูปร่างคล้ายกับฟัน นอกจากนี้ส่วนเนื้อที่อยู่ข้างในก็แปรสภาพเป็นลิ้น ว่ากันว่าช่วงเวลาหนึ่งมันเจ็บปวดมาก แต่เมื่อใส่อาหารเข้าไปอาการนั้นก็จะหายไป เมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า หญิงที่มีปากอยู่ด้านหลังซึ่งเคยเป็นแผลจากโดนฟันนั้นทำให้เป็นที่อัปลักษณ์แก่ชาวบ้านแถบนั้น บางครั้งปากด้านหลังมักจะบ่นพึมพำออกมาเสมอๆ ซึ่งจำใจความได้ว่า “จงขอขมาซะ” ว่ากันว่านี้คือเวรกรรมที่ผู้หญิงคนนี้ปล่อยให้ลูกเลี้ยงอดอาหารจนตาย และกลายเป็นเรื่องราวที่เล่าว่า ผู้หญิงที่มีความเกลียดชังลูกเลี้ยง ต่อมาจะคลอดลูกออกมาเป็นผู้หญิงสองปาก ซึ่งเวลาทานอาหารเส้นผมจะเปลี่ยนรูปร่างคล้ายกับงูหรือหนวดเพื่อจับเอาอาหารมาใส่ปากด้านหลัง เรื่องราวของผู้หญิงสองปากปรากฏในนิทานเรื่อง ผู้หญิงไม่ยอมกินข้าว ที่เล่ากันมากหลายท้องถิ่น

ไมคุบิ หัวลอยฟ้า

   ตำนานของญี่ปุ่นเล่าว่า ปีศาจตนนี้ปรากฏเรื่องราวขึ้นในช่วงกลางรัชสมัยคามาคูระ หรือประมาณ พ.ศ. 1786-1790 ซึ่งในคราวนั้นเป็นช่วงของโชกุนเรืองอำนาจ หลังจากที่โชกุน มีนาโมโตโนะ โยะริโทะโมะ ได้เริ่มต้นปกครองโดยซามูไร อำนาจจึงกลายมาเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งต่างจากสมัยยุคที่คนมีเชื้อพระวงศ์ หรือ ยุคจักรพรรดิ ซึ่งปกครองประเทศโดยการนับถือและส่งเสริมวัฒนธรรมอันงดงามของญี่ปุ่น ในวันเทศกาลนกกระเรียนที่เกาะอิชึ ได้เกิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทกันระหว่างซามูไรที่เอาแต่ใจตนเองทั้ง 3 คนมีชื่อว่า โคซันตะ, มาซึเงะ และ อาคูโกโร ทั้งสามคนมักไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่ และมักเอาเรื่องเล็กๆน้อยๆมาใช้การหาเรื่องทะเลาะวิวาทเป็นประจำ เพราะต่างคนต่างคิดว่าตนเองมีความมั่นใจสูง เก่งกาจกว่าคนอื่นๆ จึงหยิ่งทะนงตนคิดว่าตนเป็นหนึ่งเดียวในกลุ่มซามูไรทั้งหมด แล้วการทะเลาะกันในครั้งนี้นับว่ารุนแรงมาก พวกเขานำดาบซามูไรออกมาต่อสู้กัน ทีแรกอาคูโกโรใช้ดาบฟันคอโคซันตะขาดก่อน ต่อมาจึงวิ่งไล่ตาม  มาซึเงะ ไปที่ริมหน้าผา แต่ทางอาคูโกโรนั้นเกิดสะดุดก้อนหินแล้วล้มลง มาซึเงะ เห็นจังหวะจึงใช้ดาบฟันคอ อาคูโกโร แต่ อาคูโกโร ไม่ยอมให้ฆ่าฝ่ายเดียวจึงฟันขึ้นไปจากด้านล่าง มาซึเงะ ฟันจากด่านบน ทั้งสองฟันพร้อมกันปรากฏว่าคอขาดทั้งคู่ ในที่สุดหัวทั้งสองคนก็กลิ้งตกลงไปในทะลพร้อมกัน ว่ากันว่าทั้งสามคนกลายเป็นวิญญาณแห่งท้องทะเล และไม่ยอมเลิกทะเลาะกัน ตกดึกชาวบ้านมักเห็นคลื่นน้ำลักษณะเหมือนหัวทั้งสามคนกำลังพ่นไฟความแค้นออกมา พร้อมกับน้ำทะเลปั่นป่วนด้วย  

คิวบิ โนะ คิชึโนะ ปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง

  เรื่องเล่าของปีศาจตนนี้เป็นตำนานเล่าต่อกันมา ไม่มีหลักฐานทราบว่าเกิดขึ้นในช่วงสมัยใด ซึ่งคาดว่ามันเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ภูเขาไฟฟูจิระเบิด โดยเชื่อว่า ปีศาจตนนี้ออกมาจากปล่องภูเขาไฟและปรากฏขึ้นมาดั่งทะเลเพลิง แล้วลอยขึ้นบนฟ้ากลายเป็นปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง เชื่อว่ามันคือสุนัขจิ้งจอกที่เป็นอมตะ มีขนสีทองเต็มตัวและมีหางยาวจำนวน 9 หาง ปีศาจจิ้งจอกตนนี้ยังเดินทางมายังเมืองเยิ่น ของประเทศจีนด้วย เล่ากันว่าปีศาจจิ้งจอกนั้นสามารถแปลงกายได้ ซึ่งมันได้แปลงกายเป็นหญิงสาวที่แสนงดงาม แล้วเข้าไปหลอกองค์จักรพรรดิจากนั้นมันได้ร่ายมนต์สะกดให้จักรพรรดิทำในสิ่งชั่วร้ายทุกรูปแบบ แต่หลังจากที่พระเจ้าหวู่หวัง ของเมืองโจว ได้นำกองทัพมายืดเมืองเยิ่นได้ ปีศาจตนนี้จึงหนีไปและไปปรากฏตัวที่ประเทศอินเดียต่อไป จากนั้นมันกลายเป็นภรรยาของเจ้าฟ้าเมืองฉิน และค่อยชักนำให้การเมืองไปในทางที่ผิดเพื่อให้เมืองล่มสลายในที่สุด จากนั้นมันได้แปลงกายเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งแล้วแอบขึ้นไปบนเรือของทูตชาวญี่ปุ่น ซึ่งกำลังเดินกลับจากประเทศจีนและพอถึงญี่ปุ่นมันก็แปลงกายเป็นเด็กหญิงกำพร้า แล้วมีซามูไรคนหนึ่งสงสารจึงนำไปเลี้ยงดู และพาไปเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิ ปีศาจตนนี้เรียกตัวเองว่า ทามาโม โนมาเอะ แต่ได้มีหมอดูคนหนึ่งรู้ว่านี้ไม่ใช่เด็กผู้หญิงแต่คือปีศาจแปลงกายมา และได้ทำการปราบมัน จนในที่สุดมันก็กลายเป็นหินก้อนหนึ่งชื่อว่า เซ็ดโซเซกิ มันจะพ่นก๊าซพิษออกมาคร่าชีวิตคนและสัตว์ กล่าวกันว่านี้คือพิษของปีศาจจิ้งจอกนั่นเอง

โทโอริโมะโนะ ปีศาจสัญจร

    มีการกล่าวว่าเรื่องราวลึกลับเกี่ยวกับภูตผีปีศาจของญี่ปุ่นมีมานานหลายศตวรรษแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าบางเรื่องนั้นก็เกิดขึ้นจริง บางเรื่องก็เป็นเพียงตำนานเท่านั้น และเรื่องปีศาจที่เป็นตำนานอีกเรื่องหนึ่งก็คือ โทโอริโมะโนะ ปีศาจสัญจร ซึ่งว่ากันว่าเกิดขึ้นจริง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในสมัยเกียวโฮ ที่หนึ่ง หรือ ประมาณปี พ.ศ. 2259 เล่าว่ามีชายวัยกลางคนอาศัยอยู่ที่เขตโยะสึยะ ในเมืองโตเกียว พร้อมกับภรรยาของเขา และบ้านของเขาเกิดไฟไหม้เผาพลาญหมดทั้งหลัง เขากลายเป็นคนไร้บ้าน ไม่มีบ้านอยู่ เขาต้องไปอาศัยอยู่ที่พักช่วงคราวของเมือง ฤดูใบไม้ร่วงในช่วงเย็นของวันหนึ่งนั้น ขณะที่ภรรยาของเขากำลังนั่งใจลอยและเหม่อมองไปทางระเบียง ซึ่งสามีเองก็ไม่อยู่บ้าน ฉับพลันปรากฏชายชราถือไม้เท้า ยิ้มอย่างมีเลศนัยเขาเดินเข้ามาพร้อมกับสายลมเย็นที่พัดเอื่อยๆ ในบริเวณบ้าน ชายชราคนนั้นมีใบหน้าที่ซีดเผือก ดวงตาแดงกล่ำจนน่ากลัว ภรรยาของชายคนนั้นจึงหลับตาแล้วสวดมนต์ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมกับพยายามทำจิตใจให้สงบ เธอหลับตาอยู่สักพักแล้วลืมตาขึ้นมา ปรากฏว่าชราคนนั้นได้หายตัวไปแล้ว มีเพียงใบไม้ที่ร่วงจากต้นไม้ปลิวไปตามลมเท่านั้น ไม่นานก็มีเสียงโวยวายจากบ้านหลังหนึ่ง ห่างออกไปจากบ้านดังกล่าวไม่ไกลนัก เป็นบ้านของหมอซึ่งภรรยาของเขากลายเป็นคนเสียสติอย่างกะทันหัน เชื่อว่านี่คือฝีมือของ โทโอริโมะโนะ หรือ ปีศาจสัญจร ซึ่งมักชอบเข้าสิงคนที่จิตอ่อนและคนที่เหม่อลอย แล้วทำให้เสียสติในที่สุด  

© 2017 ปีศาจญี่ปุ่น All Rights Reserved   

Theme Smartpress by Level9themes.