ความเชื่อเกี่ยวกับ เกลือ ของคนญี่ปุ่น

ชาวญี่ปุ่นมักจะมีความเชื่อโบราณมากมาย ความเชื่อและประเพณีที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของ เทพเจ้า, ภูตผี, ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ ความเชื่อในด้านสิ่งของต่างๆ และสิ่งหนึ่งตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นแต่โบราณก็คือ เกลือ วัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงอาหารให้อาหารมีรสชาติเค็ม สามารถเก็บได้นาน รวมถึงเกลือสามารถใช้ดองและเก็บอาหารได้นาน เกลือตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นนั้นมีความเชื่อว่า การพกเกลือติดตัวจะช่วยในเรื่องของการป้องกันภูตผี ปีศาจ เกลือยังถูกนำมาใช้ในเรื่องของลางบอกเหตุได้อย่างดี ชาวญี่ปุ่นในสมัยโบราณมีความเชื่อว่า เกลือ สามารถทำนายความฝันได้ โดยใครที่ฝันเห็นเกลือและในอีกไม่กี่วันจะได้โชคลาภ เกลือจึงเป็นสัญลักษณ์ตามความเชื่อว่าจะนำโชคมาให้ชาวญี่ปุ่น นอกจากประเทศญี่ปุ่นมีความเชื่อเกี่ยวกับเกลือแล้ว ประเทศอื่นๆก็มีความเชื่อเกี่ยวกับเกลือเช่นกัน โดยการโรยเกลือไว้ที่ธรณีประตูในวันขึ้นปีใหม่จะทำให้มีโชคลาภตลอดปี เกลือตามความเชื่ออีกอย่างหนึ่งของชาวญี่ปุ่นก็คือ การขจัดสิ่งชั่วร้ายและสิ่งอัปมงคลออกไปจากบ้านโดยชาวญี่ปุ่นสมัยโบราณ หากมีการไปงานศพ เมื่อกลับมาถึงบ้านก่อนเข้าบ้านต้องโรยเกลือที่ทางเข้าก่อนจึงก้าวเท้าเข้าไปได้ ซึ่งชาวญี่ปุ่นโบราณมีความเชื่อว่าเกลือจะช่วยชำระล้างสิ่งชั่วร้ายที่ติดตัวมากับทำให้ร่างกายบริสุทธิ์ขจัดสิ่งชั่วร้าย ในจากนี้แล้วในการแข่งขันซูโม่จะมีการโรยเกลือในจุดผู้แข่งขัน ซึ่งตามความเชื่อโบราณกล่าวว่าเกลือคือสิ่งที่บริสุทธิ์และเพื่อชำระร่างกายและจิตใจแก่ผู้เข้าแข่งขัน

คามาเลีย ดอกไม้สีเลือด

เรื่องราวความน่ากลัวของผีตนนี้เป็นที่กล่าวถึงในเรื่องของความน่ากลัวของผู้ที่พบเจอมันวิญญาณของเด็กหญิงที่ตายด้วยแรงแค้นและความเศร้า คามาเลีย เป็นดอกไม้ประจำตระกูลชา ตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์ของญี่ปุ่น ดอกไม้ชนิดนี้มีลักษณะเป็นสีขาวและชมพู บางครั้งดอกคามาเลียนั้นก็เปลี่ยนสีเป็นสีแดงเหมือนเลือด ผู้ที่พบเห็นดอกคามาเลียสีนี้นั้นหมายความว่าบริเวณโดยรอบนั้นมีความโศกเศร้าและความสูญเสียที่น่าสลดใจ เรื่องราวของดอกคามาเลียดอกไม้สีเลือดนั้นเป็นเรื่องเล่าที่เล่าต่อๆกันมาในโรงเรียนประถมของญี่ปุ่น เรื่องราวของดอกไม้สีเลือดนี้กล่าวถึงความโศกเศร้าของผู้หญิงคนหนึ่งที่ตายไปเมื่อยุคที่ญี่ปุ่นยังมีระบบศักดินา กล่าวคือ มีเจ้าหญิงไร้นามผู้หนึ่งได้หลีภัยทางการเมืองระหว่างที่หนีมานั้นเธอโดนฝ่ายตรงข้ามตามล่าและโดนจับได้และกลายเป็นเฉลยสงคราม เธอถูกทรมานต่างๆนาๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเธอถูกจับมัดไว้ที่ต้นคามาเลีย ถูกเฆี่ยนตีเพื่อบังคับให้บอกความลับของอีกฝ่าย สุดท้ายแล้วเธอสิ้นใจใต้ต้นคามาเลียก่อนสิ้นใจ เธอตั้งจิตอธิษฐานว่าใครที่เห็นดอกคามาเลียเป็นสีเลือด คนๆนั้นจะพบกับความโศกเศร้าและความเจ็บปวดอย่างที่เธอพบเจอ ต้นคามาเลียนั้นจะสูบเลือดที่ไหลจากตัวเธอเหมือนกับวิญญาณของความแค้นของเจ้าหญิงผู้นี้ ต้นคาเมเลียนั้นนิยมปลูกในโรงเรียน มีการเล่าเรื่องราวต่อๆมามากมายที่กล่าวถึงต้นคาเมเลีย แม้ว่าเรื่องราวของดอกคามาเลียสีเลือดนี้จะไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่ก็มีการเล่าเรื่องราวต่อๆกันมาหลายรุ่น

ตำนานความเชื่อเกี่ยวกับคำสาปแช่ง

ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรม ความเชื่อ ตำนาน ปีศาจ ภูตผี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆมายาวนานแล้ว ทั้งนี้ความเชื่อของชาวญี่ปุ่นนั้นเชื่อมโยงกับคำสาปแช่ง ชาวญี่ปุ่นเชื่อเรื่องของวิญญาณที่อีกไม่ไปเกิด บางครั้งก็คอยสาปแช่งของคนที่ยุ่งเกี่ยวกับมัน ในญี่ปุ่นมีคำสาปแช่งมากมายตามตำนานความเชื่อของชาวญี่ปุ่น คำสาปเหล่านี้จะนำมาสู่หายนะของคนที่ถูกสาปรวมถึงคนรอบข้างพวกเขาด้วย เราคงเคยชมภาพยนตร์เรื่อง Ju-On มาบ้างแล้ว เรื่องราวนี้กล่าวถึงคำสาปแช่งของวิญญาณหญิงสาวผู้หนึ่งที่ตายด้วยแรงแค้น Ju-On จูออน คือคำสาปแช่งของผู้ที่ตายด้วยความโกรธแค้น หรือ ความโศกเศร้าสุดขีด สิ่งนั้นๆก่อเกิดอำนาจแรงแค้นที่อัดแน่นพร้อมที่จะสาปแช่งทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง คำสาปจูออนนั้นจะติดอยู่ที่ใด ที่หนึ่งของผู้ที่ตายไม่ว่าจะเป็นบ้าน สิ่งของ สถานที่ต่างๆ ที่คนๆนั้นเผชิญและห่วงหา ไม่ว่าพวกเขาจะโกรธหรือไม่ก็ตาม นั้นคือสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับคำสาปแช่งนี้ ตำนานโอคิคุ โคอิคุเป็นชื่อของตุ๊กตาตัวหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก มีเรื่องเล่าว่าตุ๊กตาตัวนี้มีเส้นผมดำงอกออกมาผมนี้ยาวลงมาเรื่อยๆไม่มีสิ้นสุด ตามตำนานกล่าวว่าตุ๊กตาตัวนี้เด็กชายชื่อว่า เฮียวคิจิ ซื้อตุ๊กตาตัวนี้ให้กับน้องสาวของเขา คิคุโกะ เธอรักตุ๊กตาตัวนี้มากและเล่นกับมันทุกวัน แต่แล้วคิคุโกะเสียชีวิตลงจากอาการป่วย พ่อแม่ของเธออยากจะเผาตุ๊กตาตัวนี้ แต่แล้วมันกลับมีผมงอกออกมาและยาวเรื่อยๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ ครอบครัวเชื่อว่าคิคุโกะสิงอยู่ในตุ๊กตาเพราะเธอผูกพันกับมันมาก สุดท้ายพวกเขาก็นำตุ๊กตาตัวนี้ไว้ให้วัดรักษา

โคดามะปีศาจวิญญาณที่สิ่งสถิตในต้นไม้

ว่าไปคนญี่ปุ่นก็มีความเชื่อเคยบ้านเราเหมือนกัน ในเรื่องของวิญญาณแห่งธรรมชาติ คนญี่ปุ่นเชื่อว่าต้นไม้ที่มีอายุมากเป็น 100ปีขึ้นไปมักมีชีวิตและวิญญาณที่สิงอยู่ อย่างบ้านเราก็ทำนองว่าเจ้าพ่อ เจ้าแม่ไม่ก็รุกขเทวดา นางไม้อย่างไงอย่างนั้น แต่เขาไม่มาทำการขอหวย หรือ เอาผ้าสามสี เจ็ดสีมาผูกอย่างบ้านเราที่ทำกัน โคดามะ เป็นวิญญาณที่มักจะสถิตในต้นไม้ที่ใหญ่และอายุมาก บางคนว่าหากอายุมากถึง 300ปีนะน่ากลัวเพราะโคดามะจะมีพลังสูงมาก บางตำนานว่าเมื่อต้นไม้แก่ขึ้นมีอายุมากขึ้นถึง100ปีก็จะมีพลังภูต กลายเป็นปีศาจ เคยมีคนเข้าทำไปตัดฟืนหาของป่าก็เคยที่จะถูกเจ้าโคดามะรบกวนบางทีถึงขั้นชีวิตก็มี บางตำนานว่าเคยบรรดาให้คนกลายเป็นต้นไม้ก็มี เขาว่าที่ๆมีเจ้าโคดามะสถิตอยู่คือ ป่าลึกแถบคินคิ หรือไม่ก็ฮาจิโจจิมะ ที่โตเกียว บางคนว่าหากดูไม่ดีไปตัดหรือโค่นต้นไม้ที่มีโคดามะสิงอยู่ อาจเป็นการสร้างความหายนะต่อหมู่บ้านได้เช่นเกิดอาเพศต่างๆตามมา จึงไม่มีใครกล้าเข้าไปในป่าลึกเพราะเกรงกลัวต่อวิญญาณธรรมชาติอาจโคดามะ บางทีการที่สร้างเจ้าปีศาจโคดามะขึ้นเพราะด้วยเหตุให้เป็นสิ่งป้องกันต้นไม้อันเป็นทรัพยากรที่สำคัญ เพราะต้นไม้เมื่ออายุมากต้นมันจะใหญ่โตและจะผลิตออกซิเจนทำให้อากาศบริสุทธิ์ นี้เละเป็นข้อดีของการสร้างปีศาจขึ้นมาเพื่อหลอกลูกหลานให้เคารพในธรรมชาตินั่นเอง  

ทันโคโรรินปีศาจฤษีต้นลูกพลับ

ทันโคโรรินปีศาจฤษีต้นลูกพลับ ปีศาจตนนี้เป็นปีศาจอีกตนที่เกิดจากวิญญาณธรรมชาติ คงไม่ต่างจาก โคดามะ กับ จุโบตโกะ เท่าไรนัก เพราะเป็นประเภทปีศาจที่เกิดจากต้นไม้เหมือนกัน แต่เจ้าทันโคโรรินนี้เป็นปีศาจที่เกิดจากต้นลูกพลับ เขาเล่าว่าเมื่อหากต้นพลับออกผลจนสุกแล้วหากปล่อยไว้ไม่รีบเก็บมันจะกลายเป็น ทันโคโรริน โดยมีเรื่องเล่าอันเป็นตำนานว่า ในเมืองเซนได จังหวัดมิยางิ ในอดีต มีฤษีตนหนึ่งมาอยู่ในเมืองโดยที่ไม่มีผู้ใดรู้และไม่เห็นจึงคิดกันว่าเป็นฤษีมาแสวงบุญจากที่อื่น แต่ที่แปลกมากคือ มักมีลูกพลับหล่นจากแขนเสื้อของฤษีตนนี้เสมอเมื่อฤษีเดินไปไหนก็มักจะต้องมีลูกพลับล่วงตามทางไป จึงกลายเป็นที่น่าประหลาดผิดสังเกตคนธรรมดา จึงมีผู้ที่ต้องการความกระจ่างคนหนึ่งตามฤษีเรียกว่าขั้นสะกดรอยตาม จึงพบว่าฤษีได้เข้าไปในต้นลูกพลับต้นไม้ จึงเป็นอันรู้กันว่า ฤษีตนนี้ที่ว่าแปลกกันนักแปลกกันหนาที่แท้คือ ทันโคโรริน ต้นพลับกลายเป็นปีศาจนี้เอง  ทันโคโรริน เป็นปีศาจที่ไม่ทำร้ายมนุษย์ แต่ดูแลน่าจะเป็นประเภทภูตเสียมากกว่าจะมาเป็นปีศาจตามแกล้งตามหลอกหลอนคน แต่พอคนก็ยังคงกลัวอยู่ดี อย่างคำว่า ผียังไงก็ยังเป็นผีอยู่วันยังค่ำ จึงมาวิธีป้องกันต้นพลับต้นโปรดไม่ให้กลายเป็น ทันโคโรริน โดยพอลูกพลับสุกเต็มที่แล้วให้รีบเก็บอย่าให้มีคาต้นเลยเด็ดขาด เป็นการตัดตอนการเป็น ทันโคโรริน  

จุโบตโกะ ปีศาจต้นไม้ดูดเลือดคน

จุโบตโกะ แต่เดิมเลยก็เป็นแค่ต้นไม้ธรรมดาๆ แต่มันกลายเป็นปีศาจจอมหิวโหยกระหายเลือด ไม่ต่างจากผีดูดเลือดของฝรั่งเลย ถ้าไม่เกิดสงคราม ใช่สงครามมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากมายทั้งทหารและชาวบ้านตาดำๆก็มารับเคราะห์ แต่เมื่อมีคนตายยิ่งเป็นสมรภูมิแล้วยิ่งต้องมีเลือดตกยางออก ใช่เลือดที่นองแดงฉาดอยู่นั้นก็ไหลรินกลายเป็นทะเลเลือด เจ้าต้นไม้ที่ยืนต้นตระหง่านอยู่ที่เคยดูดน้ำธรรมดาจากแหล่งน้ำใต้ดิน แต่ต้องหันมาดูดเลือดที่ไหลซึมสู่ดินสู่รากของมัน ทำให้มันริ้นรสของเลือดอันหอมคาว จนเสพติดพอเลือดของเหล่านักรบหมดมันก็กระหายซึ่งเลือด จนต้นไม้ธรรมดาเลยกลายเป็นต้นไม้ปีศาจกระหายเลือด จุโบตโกะ จุโบตโกะมักเป็นต้นไม้ที่ยืนต้นในสถานที่ๆเคยสนามรบสมรภูมิรบมาก่อน มีคนเล่าว่าหากใครไม่รู้เดินเข้าไปมันจะใช้รากของมันจับตัวไว้และเอารากแทงเข้าไปในเนื้อและสูบดูดเลือดจนหมดตัว อะไรจะน่ากลัวขนาดนั้น   เขาว่ากันว่าเจ้าจะรู้ได้ว่าต้นไม้ต้นไหนเป็นเจ้า จุโบตโกะ ก็แค้เอาของมีคมกรีดกับต้นและมีเลือดไหลออกมาและถ้าทราบแล้วจนวิ่งหนีให้จนเร็ว เพราะมันอาจโมโหและใช้รากและกิ่งของมันจับตัวไว้เป็นอาหารอีกก็เป็นได้           มีอีกกระแสว่ามีปีศาจแบบเจ้าจุโบตโกะนี้ที่ประเทศจีน และมีคนเคยพบมีคนแก่ชราออกมาจากต้นไม้นี้แสดงว่า คนชราคนนั้นอาจเป็นวิญญาณจิตของปีศาจต้นไม้ก็เป็นได้ และเป็นการแสดงว่าจีนมีญี่ปุ่นมีบ้าง ซึ่งสังเกตว่าพื้นฐานของการเป็นปีศาจของญี่ปุ่นคล้ายกับการเป็นปีศาจของจีน ที่เคยว่าไปแล้วว่าญี่ปุ่นรับอิทธิพลทางความเชื่อมาจากประเทศจีนนั่นด้วย

ซิโรอุนาริ ปีศาจผ้าขี้ริ้ว

ซิโรอุนาริ ปีศาจผ้าขี้ริ้วคงไม่ต้องสงสัยเหรอนะ ว่าทำไมเจ้าสิ่งนี้จึงกลายเป็นปีศาจได้ อย่างที่เคยกล่าวไว้แล้วว่า ความเชื่อเกี่ยวกับภูตผีปีศาจของญี่ปุ่นมักจะเป็นสัตว์ที่เชื่อว่ามีพลังเร้นลับ หรือสิ่งของที่มักจะถูกทอดทิ้งหรือไม่ได้มีอายุเกิน 100ปี แต่เจ้าปีศาจตนนี้เกิดเพราะเป็นสิ่งของที่ถูกทอดทิ้งใช้ไม่ได้แล้ว คือ ผ้าขี้ริ้วที่ขาดจนมิอาจจะนำมาถูกเช็ดสิ่งต่างๆได้ จึงเก็บไว้เป็นเวลานานจนมีพลังภูตกลายเป็นปีศาจ ซิโรอุนาริิ ซิโรอุนาริ เป็นปีศาจที่มาจากผ้าขี้ริ้ว ว่าพอตกกลางคืนมักจะออกบินไปปั่นป่วนผู้คนที่เดินทาง เช่นส่งกลิ่นเหม็นจนคนนั้นสลบไปเป็นต้น ว่าไปมันก็เป็นปีศาจที่รบกวนผู้คนไม่ต่างจากปีศาจตนอื่นๆ เขาว่าหากใครจับเจ้าซิโรอุนาริด้วยมือเปล่ากลิ่นเหม็นของมันจะติดและถึงจะล้างด้วยเครื่องหอมต่างๆกลิ่นของมันก็ไม่จางหาย จึงมีวิธีปราบมันโดยสืบให้รู้ว่าเจ้าซีโรอุนาริเป็นผ้าขี้ริ้วของใคร หรือไม่ก็อยู่ที่ไหนแล้วไปเอามันมาในตอนกลางวัน เอามันมาล้างจนขาวสะอาดด้วยเครื่องหอม พลังภูตของมันจะเสื่อมลงกลายเป็นผ้าขี้ริ้วธรรมดา ปัจจุบันหากใครกลัวว่าผ้าขี้ริ้วของตนจะกลายเป็นเจ้าซิโรอุนาริก็แค่ใช้ผงซักฟองเท่านั้นเองง่ายๆ เจ้าซิโรอุนาริก็จะไม่มารบกวนอีกต่อไป คงเป็นไปได้ว่าสิ่งของที่ถูกทอดทิ้งหรือถูกเก็บจนลืมอาจมีจิตใจเกิดความน้อยใจจนกลายเป็นความแค้นเลยกลายเป็นปีศาจก็เป็นได้

โชกิ ยักษ์เล็ก

  เรื่องราวนี้เกิดในสมัยโชกุน ซึ่งเกิดขึ้นกับโชกุนท่านหนึ่งชื่อว่า โฮโจ โทกิมาซะ ซึ่งมักจะฝันถึงการปรากฏตัวของยักษ์เล็กในฝันมาทำร้ายโชกุนท่านนี้ มันปรากฏตัวในฝันบ่อยครั้งมาก จนในที่สุดต้องเรียกหมอผีมาทำพิธีไล่ปีศาจและสิ่งชั่วร้าย แต่ไม่มีหมอผีคนใดทำสำเร็จเลย คนแล้วคนเล่าต่างก็ถูกอำนาจสิ่งชั่วร้ายทำร้ายบาดเจ็บ จนกระทั่งในค่ำคืนวันหนึ่งปรากฏมีชายชราถือไม้เท้าปรากฏขึ้นในความฝันของ โทกิมาซะ ชายชราผู้นั้นบอกว่า ตนเป็นวิญญาณแห่งดาบของโชกุนท่านนี้และบอกว่ามีปีศาจคอยจ้องทำร้ายอยู่แต่ก็ไม่สามารถไล่ปีศาจไปได้ เพราะดาบเล่มนี้ยังไม่บริสุทธิ์ ซึ่งชายชรายังบอกต่อว่า ให้โชกุนนำดาบดังกล่าวไปชำระล้างจึงจะไล่ปีศาจออกไปได้ ว่าดังนั้นแล้วเมื่อ โทกิมาซะ ตื่นขึ้นมาก็รู้สึกประหลาดใจและรู้สึกแปลกๆเหมือนมันเกิดขึ้นจริงๆ เขาให้คนนำดาบไปให้ช่างตีเหล็กนำดาบไปชำระ แล้วนำมาวางไว้ที่ห้อง วันต่อมามีคนรับใช้นำเตาผิงมาวางไว้ด้านหน้าของโชกุน โทกิมาซะ เนื่องจากวันนั้นอากาศหนาวเย็น ทันใดนั้นเองดาบดังกล่าวก็ตกลงมาจากที่เก็บดาบ แล้วตัดขาเตาผิงนั้น จึงเป็นลางบอกเหตุบางอย่าง โทกิมาซะ จึงให้หล่อรูปยักษ์ตัวเล็กขึ้นมาติดที่ขาเตาผิงนั้น คืนหนึ่งเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นเมื่อยักษ์ตัวเล็กปรากฏขึ้น แล้วดาบก็เกิดปรั่งประกายพร้อมกับลอยมาฟันเข้าที่หัวของยักษ์ตนนั้น หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏยักษ์เล็กอีกเลย  

ซึชิกุโมะ แมงมุมดิน

   นี่คือเรื่องราวของปีศาจตนหนึ่งที่น่ากลัวมากในยุคสมัยโชกุน มีการเล่าเรื่องราวของมันมากมายซึ่งปีศาจแมงมุมดินตนนี้จะมีฤทธิ์และอำนาจมากและเป็นคู่ปรับกับเหล่าโชกุนที่รู้จักกันดี ว่ากันว่า ในสมัยโชกุน โชกุนมีนาโนโตโนะ โยะริมิสึ มีอาการป่วยหนัก รักษายังไงก็ไม่หายจึงได้ทำพิธีปัดเป่าวิญญาณชั่วร้าย ซึ่งคาดว่าน่สาจะมีปีศาจเข้าสิงโชกุนคนนี้ แต่พิธีปัดเป่าวิญญาณก็ไม่สำเร็จ โชกุนท่านนี้มีอาการปวดหัวรุนแรงและมีไข้ เขานอนป่วยทรมานหลายวัน ค่ำคืนหนึ่งหลังจากที่ ฮิราอิ ยะชุมะซะ ซึ่งเป็นผู้ดูแลเฝ้าไข้โชกุนท่านนี้และผู้ติดตามอีกสามคนได้กลับไปที่ห้องของตน ก็ปรากฏพระสงฆ์รูปหนึ่งสูงประมาณ 2 เมตร มาปรากฏตัวขึ้นด้านหลังโคมไฟภายในห้องของโชกุนท่านนั้นแล้วก็ย่างก้าวเข้ามาใกล้ๆ โชกุน โยะริมิสึ จากนั้นก็ปล่อยใยแมงมุมใส่ตัวของเขา แต่โยะริมิสึนั้นตื่นขึ้นมาพอดี จึงหยิบดาบฮิซาคิริมารุ ที่ไว้วางข้างฟูกที่นอนมาฟันปีศาจตนนั้น ได้รับบาดเจ็บและหนีไป ผู้ติดตามได้ยินเสียงแล้ววิ่งเข้าไปในห้องของ โยะชิมิสึ พบว่ามีลอยเลือดหยดอยู่ด้านล่างโคมไฟและหยดเป็นทางยาว พวกเขาจึงตามลอยเลือดนั้นไป จนกระทั่งเจอเนินดินเก่าๆบริเวณที่อยู่ พอขุดเนินดินสักพักปรากฏแมงมุมตัวใหญ่ มันปล่อยใยและทำร้ายเหล่าซามูไร เกิดการต่อสู้กันสักพักหนึ่งแมงมุนตัวนี้ก็สิ้นใจในที่สุด หลังจากนั้นก็รื้อเนินดินออกไป แล้วอาการของโยะชิมิสึก็หายเป็นปกติ

ฮูตากูชิ โอนนะ ปีศาจหญิงสองปาก

   เรื่องราวของปีศาจตนนี้เป็นเรื่องเล่าต่อๆกันมานานรวมถึงมีการปรากฏในนิทาน ตำนานเรื่องเล่าต่างๆมากมาย ฮูตากูชิ โอนนะ ปีศาจหญิงสองปาก เป็นเรื่องเล่าในสมัยอดีตว่ากันว่า มีผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ที่ ชิโมอูซะ จังหวัดชิบะ เธอแต่งงานอยู่กินกับพ่อหม้ายลูกติด และมีลูกด้วยกัน เธอรักแต่เฉพาะลูกของตัวเองและไม่ยอมให้อาหารแก่ลูกติดของสามี ทำให้เด็กคนนั้นอดตายในที่สุด หลังจากที่เด็กคนนั้นตายไปไม่นาน หญิงคนนั้นบังเอิญเดินผ่านทางที่ผู้ชายคนหนึ่งกำลังตัดไม้อยู่ บังเอิญขวานเกิดจามเข้าที่ศรีษะของหล่อนจนเป็นแผลลึก เลือดไหลออกมาจำนวนมากหญิงคนนั้นจึงรักษาแผลที่หัวเธอ ไม่ว่ารักษาเท่าไหร่ก็ไม่หายแผลนั้นดูเหมือนจะเปลี่ยนรูปบาดแผลไปเรื่อยๆ จนกระทั่งบาดแผลเปลี่ยนรูปร่างเป็นปากและส่วนที่เป็นกระดูกก็กลายรูปร่างคล้ายกับฟัน นอกจากนี้ส่วนเนื้อที่อยู่ข้างในก็แปรสภาพเป็นลิ้น ว่ากันว่าช่วงเวลาหนึ่งมันเจ็บปวดมาก แต่เมื่อใส่อาหารเข้าไปอาการนั้นก็จะหายไป เมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า หญิงที่มีปากอยู่ด้านหลังซึ่งเคยเป็นแผลจากโดนฟันนั้นทำให้เป็นที่อัปลักษณ์แก่ชาวบ้านแถบนั้น บางครั้งปากด้านหลังมักจะบ่นพึมพำออกมาเสมอๆ ซึ่งจำใจความได้ว่า “จงขอขมาซะ” ว่ากันว่านี้คือเวรกรรมที่ผู้หญิงคนนี้ปล่อยให้ลูกเลี้ยงอดอาหารจนตาย และกลายเป็นเรื่องราวที่เล่าว่า ผู้หญิงที่มีความเกลียดชังลูกเลี้ยง ต่อมาจะคลอดลูกออกมาเป็นผู้หญิงสองปาก ซึ่งเวลาทานอาหารเส้นผมจะเปลี่ยนรูปร่างคล้ายกับงูหรือหนวดเพื่อจับเอาอาหารมาใส่ปากด้านหลัง เรื่องราวของผู้หญิงสองปากปรากฏในนิทานเรื่อง ผู้หญิงไม่ยอมกินข้าว ที่เล่ากันมากหลายท้องถิ่น

© 2017 ปีศาจญี่ปุ่น All Rights Reserved   

Theme Smartpress by Level9themes.